สหรัฐฯ ปรับลดราคายาเพื่อช่วยประชาชนและแข่งขันในตลาดโลก

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 12 พ.ค.68 ว่า จะปรับลดราคายาโดยอ้างอิงกับราคาในตลาดโลกภายใต้แนวคิดการกำหนดราคาที่ชาติได้ประโยชน์สูงสุด (Most-Favoured Nation Pricing)  โดย สธ. สหรัฐฯ จะเจรจากับบริษัทผลิตยาของสหรัฐฯ  ด้วยกลไกที่ไม่ต้องผ่านคนกลางและยกเลิกอุปสรรคในการแข่งขันในตลาด โดยบริษัทยาจะต้องดำเนินการใน 30 วัน มิฉะนั้นรัฐบาลจะใช้มาตรการอื่น ๆ กดดัน กับทั้งจะออกมาตรการเพื่อดำเนินการกับประเทศที่มีนโยบายทุ่มตลาดที่ส่งผลให้ราคายาในสหรัฐฯ สูงกว่าราคาในตลาดโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าแนวทางนี้จะช่วยลดราคาของยาในสหรัฐฯ ลงร้อยละ 59–90

จีน-สหรัฐฯ ตกลงลดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้กัน

จีนและสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อ 12 พ.ค.68 หลังการพบหารือเพื่อเจรจาเรื่องมาตรการทางภาษีระหว่างผู้แทนของทั้งสองฝ่ายรอบแรกที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ว่า สองฝ่ายจะลดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าระหว่างกัน โดยจีนเรียกเก็บจากสหรัฐฯ เหลือร้อยละ 10 ลดจากร้อยละ 125  รวมทั้งจะระงับหรือยกเลิกมาตรการตอบโต้ที่มิใช่ภาษีที่บังคับใช้ต่อสหรัฐฯ  รวมถึงการบรรจุรายชื่อบริษัทของสหรัฐฯ ในรายการคว่ำบาตรเพื่อควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากจีนเหลือร้อยละ 30 จากร้อยละ 145  แต่ยังคงอัตราภาษีที่ร้อยละ 20 ที่สหรัฐฯ ประกาศใช้กับจีนเพื่อสกัดกั้นการนำเข้าสารเฟนทานิลจากจีน

บังกลาเทศควบคุมตัวชาวโรฮีนจาหลังหนีออกจากค่ายผู้ลี้ภัย

เว็บไซต์ นสพ.The Daily Star ของบังกลาเทศรายงานเมื่อ 12 พ.ค.68 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวชาวโรฮีนจาจำนวน 45 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน และเด็ก 20 คน ที่ท่าเรือในเขต Sitakunda Upazila เมืองจิตตะกอง ชาวโรฮีนจาได้หลบหนีมาจากเกาะ Bhasan Char ด้วยเรือลากอวน และมุ่งหน้าไปยังเมือง Cox’s Bazar ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนและจะดำเนินการส่งกลับไปยังค่ายผู้ลี้ภัยบนเกาะ Bhasan Char ต่อไป ทั้งนี้ ชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศมีแนวโน้มหลบหนีออกจากค่ายผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นจากสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด รวมถึงปัญหาอาชญากรรมภายในค่ายผู้ลี้ภัย อาทิ การค้ายาเสพติด การฆาตกรรม การลักพาตัว และการค้ามนุษย์

ความเคลื่อนไหวต่อกรณีเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จชต.

  ภาคประชาสังคม กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มทางการเมือง เช่น นายอามูนา ปินจอร์ สส.พรรค ปชบ. กลุ่มซูฟ้า ออกมาแสดงท่าทีต่อเหตุความรุนแรงใน จชต. ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังกับการเปิดเจรจาสันติภาพกับ BRN เพราะกระบวนการเจรจาที่หยุดชะงักมานานกับการที่รัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนและไม่แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่มาจากฝั่งการเมือง เป็นเหตุผลให้ผู้ก่อความไม่สงบเลือกใช้แนวทางตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รอง นรม./รมว.กห. แสดงออกในเชิงว่าจะไม่พูดคุยอย่างเป็นทางการจนกว่าจะได้พูดคุยกับ BRN ตัวจริงนั้น มองว่าไม่เกิดประโยชน์เพราะเมื่อดูจากสถิติจะเห็นว่าการเปิดเจรจามีผลให้การก่อเหตุลดลงได้จริงนอกจากนี้ พบความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ จชต. ที่กำลังมีการขยายผล เช่น กรณีองค์กรปลดปล่อยปาตานีแห่งสหพันธรัฐ (PULO) หนึ่งในกลุ่มขบวนการต่อสู้ปาตานี ระบุให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาทอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหา จชต. และกรณีมีเพจ/บุคคลแชร์ข้อความและคลิปที่กล่าวหาว่านายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีต นรม.มาเลเซีย เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง BRN ตัวจริง หลังจากได้ทำการโพสต์เรื่องดินแดนมลายู โดยความเห็นที่ปรากฏออกมาเป็นลักษณะชี้ว่าไทยรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ก่อความไม่สงบและข้อความที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กกร. ปรับคาดการณ์ GDP ไทย ลดลงอีกครั้ง

  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมาตรการภาษียานยนต์ของสหรัฐฯ จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2568 เหลือขยายตัวที่ร้อยละ 2-2.2 จากเดิมร้อยละ 2.4- 2.9 ภายใต้สถานการณ์ไทยเจรจากับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ แต่หากไม่สำเร็จหรือถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 36  GDP อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.7-1.4 และการส่งออกทั้งปีอาจติดลบมากถึงร้อยละ 2 เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มลูกจ้างที่มีประมาณ 3.7 ล้านคน และ SMEs ประมาณ 5,000 ราย ซึ่งมีข้อจำกัดในการปรับตัว  กกร.กังวลต่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนประมาณร้อยละ 3-5 จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว จึงขอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็ว ด้านวิจัยกรุงศรีและ Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยว่ามีความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

สังคมสนใจประเด็นต่างชาติแย่งงานคนไทย

  ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่ออินฟลูเอนเซอร์ออกมาจุดกระแสความสนใจต่อปัญหาชาวต่างชาติแย่งงานคนไทย เช่น กรณีปรากฏข้อมูลว่าคนเมียนมาใช้แอปพลิเคชันชื่อดังเป็นไรเดอร์วิ่งรับส่งผู้โดยสาร โดยทำการเช่าบัญชีหรือซื้อรหัสของไรเดอร์คนไทยที่ไม่ได้วิ่งงานแล้ว และกรณีแอปพลิเคชันส่งอาหารจีน Goko ที่เปิดบริการในไทยมาหลายปี ทำการจ้างไรเดอร์เป็นชาวจีนหรือชาวชาติพันธุ์ที่พูดภาษาจีนได้ โดยเน้นให้บริการคนจีนที่อาศัยในไทยและร้านค้าบนแอปพลิเคชันส่วนใหญ่เป็นร้านจีน นอกจากนี้ พบกรณีชาวจีนทำทัวร์เถื่อนรับนักท่องเที่ยวจีน และกรณีหญิงต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาขายบริการในพัทยา ซึ่งกรณีทั้งหมดถูกชี้ว่าเป็นเพราะภาครัฐละเลยการควบคุมและกฎหมายไทยไม่เคร่งครัดจนกลายเป็นที่มาให้ต่างชาติเข้ามาแสวงประโยชน์

ทุเรียนไทยอาจถูกทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีนมากขึ้น

มีรายงานว่าผลผลิตทุเรียนในเวียดนามออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด อีกทั้งมีบางส่วนจำหน่ายไม่ได้เพราะคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานการส่งออกไปยังจีน และมีรสชาติไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทำให้ผู้ปลูกทุเรียนต้องนำผลผลิตมาวางจำหน่ายตามริมถนนและตั้งราคาเหลือเพียง กก.ละ 30 บาท เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าอาจมีขบวนนำเข้าทุเรียนเวียดนามราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในไทย หรือปะปนกับทุเรียนไทยเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีน สอดคล้องกับกรณีมีรายงานแจ้งจากชาวบ้านใน จ.จันทบุรีว่าเริ่มเห็นรถบรรทุกทุเรียนจากนอกพื้นที่เข้ามาขายในจังหวัด โดยตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการนำทุเรียนจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยหรือไม่

การหารือภาษีการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ประสบผลสำเร็จ

  ถ้อยแถลงของนายเหอ ลี่เฟิง รอง นรม. และผู้แทนการค้าจีน หลังพบหารือกับผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ ในประเด็นภาษีทางการค้า เมื่อ 11 พ.ค.68 ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า การหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ประสบผลสำเร็จและสร้างสรรค์ บรรลุฉันทามติสำคัญหลายประการ และเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขความแตกต่างผ่านการเจรจาอย่างเท่าเทียม และเป็นรากฐานสำหรับการยกระดับการแก้ไขความแตกต่างและการกระชับความร่วมมือ ส่งเสริมพัฒนาการของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และเสริมสร้างความเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยในชั้นนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการดำเนินการในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และจะออกแถลงการณ์ร่วมกันใน 12 พ.ค.68

อาเซียนจะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน ครั้งที่ 1 ใน 27 พ.ค.68

สนข.รอยเตอร์ รายงานเมื่อ 8 พ.ค.68 ว่า อาเซียนจะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ-จีน (ASEAN- Gulf Cooperation Council -China Summit) ครั้งที่ 1 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใน 27 พ.ค.68 หลังการประชุมสุดยอดอาเซียน ใน 26 พ.ค.68 โดยจีนจะส่ง นรม.หลี่ เฉียง เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าทั้งสามฝ่ายจะใช้การประชุมนี้ผลักดันความร่วมมือเพื่อรับมือกับการมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

ปากีสถานยกข้อตกลงหยุดยิงเป็นชัยชนะของชาติ

นาย Shehbaz Sharif นรม.ปากีสถาน แถลงเมื่อ 10 พ.ค.68 ยกย่องความสำเร็จของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างปากีสถานกับอินเดียว่า เป็นชัยชนะของทั้งประเทศ พร้อมขอบคุณผู้นำทางการเมืองทุกฝ่ายที่เป็นเอกภาพในช่วงเวลาวิกฤตความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อเป็นเวลา 4 วัน โดยเชื่อมั่นว่า การดำเนินการผ่านแนวทางสันติวิธีเป็นหนทางที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะปัญหาแคชเมียร์และการแบ่งปันทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ นรม.Shehbaz ยังชื่นชมนานาชาติ โดยเฉพาะบทบาทของจีน สหรัฐฯ และสหประชาชาติที่มีส่วนสำคัญในการลดความตึงเครียด พร้อมย้ำการสอบสวนจะโปร่งใสในเหตุการณ์โจมตีที่เมือง Pahalgam ซึ่งปากีสถานยินดีให้ความร่วมมือ แม้อินเดียไม่ตอบสนอง อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยมีการปะทะกันอย่างประปรายในบางพื้นที่ และแต่ละฝ่ายยังคงกล่าวโทษกันในกรณีละเมิดข้อตกลง