นรม.กัมพูชาทำพิธีเปิดใช้งานฐานทัพเรือเรียม

สนข.AKP ของทางการกัมพูชา รายงานเมื่อ 5 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ในพิธีเปิดใช้งานฐานทัพเรือเรียม จ.พระสีหนุ ในวันเดียวกัน ว่า ฐานทัพเรือเรียมที่ปรับปรุงภายในตั้งแต่ปี 2565 เสร็จแล้วและพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกประเทศผ่านการประสานงานล่วงหน้า ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน โดยสามารถรองรับเรือขนาดไม่เกิน 20,000 ตัน นรม.กัมพูชาย้ำว่าการพัฒนาฐานทัพเรือเรียมมีเป้าหมายพัฒนาขีดความสามารถของ ทร. ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงทางทะเล ป้องกันประเทศจากสงครามและอาชญากรรมทุกรูปแบบ รวมทั้งไม่อนุญาตให้ต่างประเทศตั้งกองกำลังในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ พล.อ.เตีย เซยฮา รอง นรม.และ รมว.กห.กัมพูชา ระบุว่า การปรับปรุงฐานทัพเรือเรียมครอบคลุมพื้นที่ 787,673 ตร.ม. ประกอบด้วยท่าเรือ อู่แห้ง อาคารสำนักงาน อาคารที่พัก และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์

AI เรียกร้องให้อิหร่านงดโทษตัดนิ้วนักโทษ

Amnesty International (AI) ออกแถลงการณ์เมื่อ 4 เม.ย.68 เรียกร้องให้อิหร่านงดใช้โทษตัดนิ้วนักโทษ 3 คน ที่อยู่ที่เรือนจำกลางอูรูเมีย (Urumieh Central Prison) จ.อาเซอร์ไบจานตะวันตก ได้แก่ นาย Hadi Rostami นาย Mehdi Sharfian และนาย Mehdi Shahivand หลังจะต้องถูกลงโทษตัดนิ้วใน 11 เม.ย.68 นอกจากนี้ AI ยังเรียกร้องอิหร่านให้แก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการลงโทษทางกาย (Corporal punishment) และขอให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันกดดันอิหร่านในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากนักโทษทั้ง 3 คน ถูกตัดสินโทษอย่างไม่เป็นธรรม และการลงโทษตัดนิ้วเป็นการก่ออาชญากรรมและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนหน้านี้ อิหร่านลงโทษตัดนิ้วนักโทษ 2 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำเดียวกันเมื่อ ต.ค.67 ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศกังวลว่าอิหร่านจะบังคับใช้โทษตัดนิ้วนักโทษรายอื่นเพิ่มเติม

จีนประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เท่ากับภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 5 เม.ย.68 ว่า จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ที่กำหนดเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 34 ตามมาตรการภาษีตอบโต้ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 2 เม.ย.68 โดยจะเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ทุกประเภทอีกร้อยละ 34 เช่นเดียวกัน ซึ่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจในกรุงปักกิ่งให้ความเห็นว่า การตัดสินใจตอบโต้ทันทีแทนที่จะใช้การเจรจาอาจเป็นสัญญาณว่าจีนเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เคยใช้ในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรก ซึ่งจีนอาจประเมินว่าการเจรจาไม่ได้ประโยชน์ และการที่จีนเป็นประเทศแรกที่ประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ อาจะเป็นสัญญาณว่าสงครามการค้าจะรุนแรงขึ้น โดยอาจมีมาตรการตอบโต้อื่น ๆ อีก เช่น การคว่ำบาตรบริษัทของสหรัฐฯ และการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ

อิหร่านเตือนความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น

ทางการอิหร่านเมื่อ 3 เมษายน 2568 ยกระดับการป้องกันภัยคุกคามจากการโจมตีโดยต่างประเทศ พร้อมกับเตรียมพร้อมตอบโต้หากมีการโจมตีมาตุภูมิอิหร่าน ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อิหร่านให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มฮะมาส กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และกลุ่มฮูษี ตลอดจนเพิ่มการประจำการยุทโธปกรณ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งอิหร่านประเมินว่าเป็นการเตรียมความพร้อมกดดันและโจมตีอิหร่านเพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งเชื่อว่า สหรัฐฯ ต้องการข่มขู่อิหร่านเพื่อกดดันให้ต่ออายุข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ (JCPOA) และปรับให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ก่อนที่ข้อตกลงดังกล่าวจะหมดอายุในปลายปี 2568 

จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าร้อยละ 34

บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศและทิศทางเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ประเทศคู่ค้าอย่างน้อยร้อยละ 10 เริ่มตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 เป็นต้นไป นอกจากกรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ผันผวนและตกต่ำต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้จีน คู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ออกมาประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2568 ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 34 ครอบคลุมสินค้าทุกประเทศ โดยจีนจะเริ่มใช้มาตรการนี้สัปดาห์หน้า เหตุการณ์นี้เป็นมาตรการตอบโต้ที่แรงที่สุดตั้งแต่จีนกับสหรัฐฯ ทำสงครามการค้าระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ อ้างว่าจีนมีนโยบานการค้าไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการสหรัฐฯ และกล่าวโทษเมื่อห้วงต้นปี 2568 ว่าจีนไม่แก้ไขปัญหาการค้ายาเสพติด สหรัฐฯ จึงกดดันจีนด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนร้อยละ 10 เมื่อ กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2568

เหตุแผ่นดินไหวกระทบเศรษฐกิจไทยกว่า 30,000 ล้านบาท

  ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท โดยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ 1) ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณจากการยกเลิกเที่ยวบินและห้องพักของชาวต่างชาติแล้ว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 400,000 คน 2) ภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมหรือโอนกรรมสิทธิ์น่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปจนกว่าจะมีความมั่นใจในความปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมที่ยังมีสต็อกสะสมประมาณ 7.4 หมื่นยูนิต น่าจะต้องใช้เวลาในการขายนานขึ้น และ 3) ภาคการลงทุน เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนต่อไป ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจน่าจะเกิดขึ้นรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย. 68 ก่อนปรับเข้าสู่ฐานปกติได้ภายใน 3 เดือน

สังคมพยายามขุดค้นข้อมูลกิจการของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ

พบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่รับจ้างก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่มลงมา พบว่าบริษัทฯ ยังได้สัมปทานก่อสร้างโครงการรัฐอย่างน้อย 12 แห่ง เช่น อาคารผู้ป่วยภายนอกโรงพยาบาลสงขลา อาคารศาลอาญามีนบุรี อาคารพักอาศัยข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 9 สงขลา อาคารหอพักของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อาคารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใน จ.ภูเก็ต ทำให้มีกระแสวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยโครงการดังกล่าวมากขึ้น นอกจากนี้ สื่อได้พยายามขุดค้นข้อมูลของกรรมการบริษัทฯ ที่เป็นคนไทย ซึ่งพบว่าสภาพฐานะไม่เหมาะกับตำแหน่งที่ได้รับ ทำให้สังคมเชื่อว่าคนไทยดังกล่าวเป็นนอมินีของทุนจีน และเชื่อว่ามีข้าราชการที่ทุจริตด้วยการช่วยเหลือให้ได้รับสัมปทานแลกกับผลประโยชน์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบถึงต้นตอและเอาผิดบริษัทฯ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ไทยอาจใช้สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ

  นิตยสาร The Diplomat เผยแพร่บทความของนาย Sukegawa Seiya อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ม.Kokushikan ญี่ปุ่น เกี่ยวกับนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเสี่ยงต้องเผชิญ เพราะเมื่อปี 2567 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับอาเซียนสูงถึง 230,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 มูลค่า 45,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแนวทางของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ มีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ประเทศต่าง ๆ จึงจะต้องรู้ว่าถือไพ่อะไรอยู่ และคิดว่าจะใช้อย่างไรในการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งไทยถือไพ่ที่ทรงพลังในกลุ่มประเทศอาเซียน คือ สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ลงนามเมื่อปี 2509 ซึ่งอนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ ถือหุ้นใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีการจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยไทยอาจใช้สนธิสัญญาดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ หรืออาจพยายามรวมเนื้อหาของสนธิสัญญาดังกล่าวเข้ากับความตกลง FTA (ไทยยังไม่มี FTA กับสหรัฐฯ) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนได้อย่างมาก

หลายกลุ่มออกมาร่วมคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร มากขึ้น

  พบกลุ่ม สว.แสดงท่าทีไม่เห็นชอบ พร้อมกับยื่นญัตติด่วนขอให้วุฒิสภาจัดการประชุมพิจารณาผลกระทบจากการดำเนินการเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฯ ของสภาฯ และเตรียมนำเสนอความเห็นต่อ ครม.ต่อไป ด้านที่ประชุมราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อ 2 เม.ย. 68 มีมติขอให้รัฐบาลยุติหรือชะลอการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ฯ เข้าสู่สภา เพราะได้ไม่คุ้มเสียและสร้างผลกระทบต่อสังคม ขณะที่บนเฟซบุ๊กมีกระแสแฮชแท็ก #ภูเก็ตไม่เอาคาสิโน โดยกลุ่มนักการเมือง เพจชุมชน และคนพื้นที่ภูเก็ต มองว่าการสร้างกาสิโนในจังหวัดจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้ว เช่น รถติด นักท่องเที่ยวกร่าง และการก่ออาชญากรรม โดยนัดแสดงจุดยืนที่เวทีกลางสะพานหินภูเก็ต ใน 5 เม.ย. 68 ตั้งแต่ 17.30 น. ส่วนความเคลื่อนไหวเมื่อ 3 เม.ย. 68 กลุ่ม คปท.และแนวร่วม จัดชุมนุมและเดินขบวนไปที่อาคารรัฐสภา เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ตามที่มีกระแสข่าวว่ากฎหมายจะเข้าสู่สภาฯ  ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฯ เป็นที่ถกเถียงในวงกว้างมากขึ้น

ไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ในอัตราสูงที่ร้อยละ 36

  กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยถูกคิดภาษีสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในอัตราร้อยละ 36 (ต่อมาเพิ่มเป็นร้อละ 37) มากกว่าที่ภาคเอกชนไทยประเมินไว้ที่ร้อยละ 10 – 25 และเดิมคาดว่าจะกระทบต่อ GDP ไทยอย่างน้อยร้อยละ 0.6 ทำให้ GDP ตลอดทั้งปี 2568 อาจขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 2.4 นั้น อาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว กุ้งแปรรูป และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยางล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และปิโตรเคมี รวมถึงกังวลว่าสินค้าจีนจะทะลักเข้าไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นด้วย หากรัฐบาลไทยจะพิจารณาเจรจาการค้า โดยนำเข้าสินค้ากลุ่มต่าง ๆ จากสหรัฐฯ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบ แต่ควรคำนึงไม่ให้กระทบต่อผู้ค้าและเกษตรกรภายในประเทศด้วย