FBI ติดตามความเสี่ยงภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นต่อชาวยิวและมุสลิมในสหรัฐฯ

สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 15 ต.ค.66 ว่า สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation – FBI) ติดตามความเสี่ยงภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นต่อชาวยิวและมุสลิมในสหรัฐฯ หลังปฏิบัติการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮะมาสเมื่อ 7 ต.ค.66 ซึ่งนายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการ FBI ชี้ว่าอาจนำไปสู่ความรุนแรงและอาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิวและมุสลิมในสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่ง การก่อเหตุโดยลำพัง (lone actors) ซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจพบได้ยากและไม่สามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานที่แสดงว่ากลุ่มฮะมาสหรือองค์กรก่อการร้ายต่างชาติอื่น ๆ พยายามแสวงประโยชน์จากความขัดแย้งอิสราเอล-ฮะมาส สั่งให้ผู้สนับสนุนก่อเหตุโจมตีในสหรัฐฯ ซึ่งทาง FBI ยังคงเฝ้าระวังและไม่ตัดความเป็นไปได้ดังกล่าว ทั้งนี้ FBI ยังได้หารือกับกลุ่มผู้นำทางศาสนาในประเด็นภัยคุกคามต่อชุมชนชาวยิวและมุสลิม และการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ทางศาสนา

ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณายกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม

สำนักข่าว Japan News รายงานเมื่อ 16 ต.ค.66 อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณายกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามเป็นระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์ทางการทูตที่สูงที่สุด โดยคาดว่า นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์กับฝ่ายเวียดนามในการพบหารือกับนายหวอ วัน เทือง ประธานาธิบดีเวียดนาม ที่อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีแนวโน้มจะเยือนใน พ.ย.66 นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับเวียดนามภายใต้กรอบความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นทางการ (Official Security Assistance-OSA) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ญี่ปุ่นจะช่วยประเทศที่มีแนวคิดคล้ายกันในการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงผ่านการส่งมอบยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง

เลขาธิการ UN เรียกร้องต่อทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายฮะมาส

เลขาธิการสหประชาชาติ (United Nations – UN) ออกถ้อยแถลงเป็นการเรียกร้องเมื่อ 15 ต.ค.66 ว่า ขอให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันโดยทันที โดยปราศจากเงื่อนไข ส่วนอิสราเอลขอให้ยุติการขัดขวางการให้ความช่วยเหลือด้านมุษยธรรมที่จะเข้าไปยังในเขตฉนวนกาซา (พื้นที่ที่อิสราเอลยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จ) เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ซึ่งต้องไม่ควรมีข้อต่อรองใด ๆ และควรจะเริ่มการดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ UN และ NGOs สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้

ฝ่ายอิสราเอลและปาเลสไตน์เปิดเผยความสูญเสียจากเหตุการณ์โจมตีระหว่างกัน

สื่อต่างประเทศเมื่อ 15 ต.ค.66 รายงานความสูญเสียจากเหตุการณ์โจมตีระหว่างกันตั้งแต่ 7-15 ต.ค.66 โดยอ้างเจ้าหน้าที่ทางการอิสราเอลว่า มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 1,300 ราย บาดเจ็บ 3,227 ราย ส่วนรัฐมนตรีสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในเขตฉนวนกาซาจำนวน 2,229 ราย บาดเจ็บ 9,714 ราย ทั้งนี้ สถานการณ์ความรุนแรงระหว่างสองฝ่าย และความสูญเสีย ยังไม่มีแนวโน้มยุติ จากการที่อิสราเอลประกาศเมื่อ 13 ต.ค.66 จะทำสงครามภาคพื้นดินในเขตฉวนการซา และให้ทุกคนอพยพไปทางใต้

UNRWA เรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนทุกคนในฉนวนกาซา

องค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (The United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) ออกแถลงการณ์ เมื่อ 14 ต.ค.66 เรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนทุกคนที่หลบภัยอยู่ในสถานที่ของ UNRWA ทั่วฉนวนกาซา รวมถึงพลเรือนในฉนวนกาซาตอนเหนือและเมืองกาซา แม้อิสราเอลมีคำสั่งให้อพยพประชาชนจากตอนเหนือของฉนวนกาซาไปยังตอนใต้ แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ และต้องได้รับการปกป้องตลอดเวลาเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ นอกจากนี้ UNRWA ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ ค.ศ. 1946(1946 Convention on the Privileges and Immunities of the United Nations) โดยไม่โจมตีเจ้าหน้าที่ อาคาร และทรัพย์สินของ UN ซึ่งรวมถึง UNRWA ด้วย

อินเดียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2570

เว็บไซต์ CNBC รายงานเมื่อ 11 ต.ค.66 อ้างประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) เมื่อ ต.ค.66 ว่า เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตร้อยละ 6.3 ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่เติบโตร้อยละ 6.1 และจะเติบโตแข็งแกร่งต่อไปในปี 2566 และปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การบริโภคภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศ และประชากรวัยแรงงาน และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางรายได้สูง เป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกที่จะทำให้อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2570 ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจอินเดีย ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอินเดียนำเข้าน้ำมันมากถึงร้อยละ 80

รมว.กต.สหรัฐฯ กับจีนหารือทางโทรศัพท์เกี่ยวกับความขัดแย้งอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส

สำนักข่าว AFP รายงานเมื่อ 14 ต.ค.66 ว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์กับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ และจีนในการแก้ไขปัญหาอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำท่าทีของสหรัฐฯ ที่ประณามการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮะมาส พร้อมทั้งเรียกร้องจีนให้โน้มน้าวและกดดันอิหร่านไม่ให้สนับสนุนกลุ่มฮะมาสและกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ เพื่อป้องกันความขัดแย้งขยายตัวลุกลาม ขณะที่จีนย้ำการต่อต้านความรุนแรงต่อพลเรือน ประณามการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องสหรัฐฯ ให้ดำเนินบทบาทที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบตามแนวทางแก้ปัญหาสองรัฐ (two-state solution) เพื่อยุติความขัดแย้งโดยเร็ว

สหรัฐฯ เสริมกำลังพลเพิ่มเติมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  เผยแพร่แถลงการณ์ของ พล.อ.ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อ 14 ต.ค.65 ว่า ได้มีคำสั่งเคลื่อนพลกองเรือบรรทุกอากาศยาน USS Dwight D. Eisenhower รวมถึงเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธนำวิถี USS Philippine Sea เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Gravely และ USS Mason และกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยฝูงบิน 9 ลำ ประจำการบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อส่งเสริมมาตรการป้องปรามการกระทำที่เป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอล หรือความพยายามใด ๆ ที่อาจขยายขอบเขตของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮะมาส  การเสริมกำลังพลเพิ่มเติมดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนอิสราเอลและขัดขวางความพยายามใด ๆ ในการยกระดับการสู้รบ

รมว.กห.สหรัฐฯ ย้ำสนับสนุนอิสราเอลปกป้องการโจมตีจากกลุ่มฮะมาส และกลุ่มอื่น ๆ

พล.อ.ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล เมื่อ 13 ต.ค.66 เพื่อพบหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และนาย Yoav Gallant รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ประณามการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮะมาสที่รุนแรงเช่นเดียวกับการก่อการร้ายของกลุ่ม ISIS หลังจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 1,300 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวอเมริกัน 27 คน ตลอดจนย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล และยืนยันว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนอิสราเอลในการปกป้องการโจมตีจากฮะมาส และป้องปรามการแสวงประโยชน์จากประเทศหรือกองกำลังติดอาวุธอื่นในภูมิภาค นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังเดินทางไปฐานทัพอากาศ Nevatim AB ของอิสราเอล เพื่อตรวจความช่วยเหลือทางการทหารของสหรัฐฯ ที่มอบให้กับอิสราเอล

เจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในกรุงปักกิ่งถูกทำร้าย

สำนักข่าวเอพี รายงานเมื่อ 13 ต.ค.66  ว่า ชายชาวอิสราเอล อายุ 50 ปีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต(สอท.)อิสราเอล/กรุงปักกิ่ง ถูกชายชาวต่างชาติอายุ 53 ปี แทงด้วยมีด ขณะอยู่บนทางเท้า โดยกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลแถลงในวันเดียวกันว่า ชายชาวอิสราเอลที่ถูกทำร้าย ขณะนี้กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลและอาการทรงตัว ขณะที่ตำรวจจีนระบุได้จับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้แล้ว แต่ยังไม่ทราบเหตุจูงใจการก่อเหตุครั้งนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังไม่มีท่าทีใดๆ ต่อกรณีดังกล่าว และยังไม่มีองค์กรใดอ้างความรับผิดชอบ  ซึ่งเหตุครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบริเวณ สอท.อิสราเอล/กรุงปักกิ่ง อย่างไรก็ดี มีตำรวจจีนนอกเครื่องแบบประมาณ 6 คน ดูแลสถานการณ์หน้า สอท.อิสราเอล เช่นเดียวกับ สอท.ปาเลสไตน์/กรุงปักกิ่ง ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร