นักวิชาการมาเลเซียเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามขายกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์แบบสลับได้

เว็บไซต์ นสพ.The Star รายงานเมื่อ 16 ก.ย. 68 ว่า นักวิชาการมาเลเซียได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลให้มีมาตรการควบคุมและสั่งหยุดการจำหน่ายกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์แบบสลับได้ เนื่องจากเป็นช่องทางให้ผู้ใช้สามารถหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร กล้องตรวจจับความเร็ว และด่านเก็บค่าผ่านทางได้ โดยกรอบป้ายแบบสลับได้ดังกล่าวมีขายทั่วไปในเว็บไซต์ ราคาเพียง 150-350 ริงกิต (ประมาณ 1,130-2,640 บาท) อุปกรณ์ผิดกฎหมายนี้ ทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากค่าผ่านทาง และค่าปรับ นอกจากนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการขับขี่ที่อันตรายมากขึ้น และช่วยให้อาชญากรรอดพ้นจากการกระทำผิด ขณะเดียวกัน ผู้บริสุทธิ์อาจกลายเป็นเหยื่อได้ เนื่องจากถูกปลอมป้ายทะเบียนไปใช้กับรถคันอื่น สุดท้ายจะทำให้ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อหลักนิติธรรมลดลง

ไทยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจำนวนชาวเมียนมาในไทยตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ในพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 ขณะที่ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนเมียนมาในระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นจาก 49,000 คนในปี 2562 เป็น 79,000 คนในปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการอพยพ ได้แก่ ความไม่สงบในเมียนมาร์ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การบังคับเกณฑ์ทหาร และภัยธรรมชาติ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อไทยคือ พบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมากถึงร้อยละ 60 เดินทางเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และผลักดันให้บางส่วนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซนเตอร์

สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชายังคงซบเซา

จากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจบริเวณ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ยังคงชะลอตัว เนื่องจากภาคธุรกิจและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ นักเดินทางไม่กล้าเข้าไปท่องเที่ยว และยังขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงัก จึงไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินที่จะมาเพิ่มกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ในขณะที่เอกชนยังคงมีรายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงและซบเซาไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มการปะทะเกิดขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน

คนไทยโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (NCDs) ในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย เช่น กลุ่ม Gen Y (อายุ 30-40 ปี) ข้อมูลจาก สธ.ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยใหม่ขยับลงมาอยู่ที่ 30 ปี จากเดิมที่มักพบในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด ฟาสต์ฟู้ด และโซเดียมสูง การขาดกิจกรรมทางกาย หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรัง รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยโรค NCDs เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 คน คิดเป็นร้อยละ 81ของสาเหตุการเสียชีวิต อีกทั้งโรคเหล่านี้ต้องควบคุมอาการไปตลอดชีวิต ทำให้นอกจากจะกระทบต่อชีวิตประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศด้วย

สังคมไทยตระหนักต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในไทยกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากสถิติการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งมีสาเหตุจากความเครียดและปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางสังคม และความคาดหวังจากครอบครัว  หลายภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ทั้งในแง่การเรียกร้องความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมหรือคำพูดจากบุคคลสาธารณะ การแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ รวมถึงการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความใส่ใจต่อผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เพราะเห็นตรงกันว่า หากไม่มีการสนับสนุนหรือมาตรการรองรับ สถานการณ์อาจมีแนวโน้มแย่ลง และส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

เจ้าหน้าที่มาเลเซียระดับสูงและ สส.ได้รับอีเมลแบล็กเมลและเรียกค่าไถ่

นายฟาห์มี ฟัดซิล รมว.การสื่อสารและดิจิทัลของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 14 ก.ย.68 ว่า คณะกรรมาธิการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) เตรียมยื่นหนังสือถึงบริษัท Google เพื่อขอรับการสนับสนุนการสอบสวน หลังได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง (ระดับ รมว.และ รมช.) และ สส. หลายรายว่าได้รับอีเมลแบล็กเมลและเรียกค่าไถ่ จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า อีเมลดังกล่าวส่งมาจากบุคคลเดียวกัน เพราะมีเนื้อหาและรูปภาพอนาจารที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในลักษณะคล้ายกัน โดยเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านบาท)

นรม.รักษาการเนปาลจะดำรงตำแหน่ง 6 เดือน ก่อนจัดการเลือกตั้ง

เว็บไซต์ นสพ.The Kathmandu Post รายงานเมื่อ 15 ก.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนาง Sushila Karki นรม.รักษาการของเนปาลว่า จะดำรงตำแหน่งเพียง 6 เดือน และจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั้วไปใน 5 มี.ค.69 พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างประเทศใหม่ เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม โดยได้แต่งตั้ง ครม.บางส่วนแล้ว ได้แก่ นาย Rameshore Khanal   รมว.กระทรวงการคลัง นาย Om Prakash Aryal   รมว.กระทรวงมหาดไทย และนาย Kulman Ghising  รมว.กระทรวงพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และการชลประทาน รวมทั้งดูแลกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและการขนส่ง และกระทรวงพัฒนาเมือง นาง Karki ยืนยันว่า จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน เพื่อบริหารประเทศ

สหรัฐฯ ข่มขู่ชาวต่างชาติที่ยินดีต่อการกรณีนาย Charlie Kirk ถูกลอบสังหาร

สนข.รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 12 ก.ย.68 ว่า นายคริสโตเฟอร์ แลนเดา รมช.กต.สหรัฐฯ ชี้แจงเชิงข่มขู่ต่อกรณีที่มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากแสดงความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ที่ยินดีเชิงสนับสนุนความรุนแรงและความเกลียดชัง ต่อการลอบสังหารนาย Charlie Kirk นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม  โดย รมช.กต.สหรัฐฯ สั่งการให้ สอท. และ สกญ. ทั่วโลกเฝ้าสังเกตพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว และดำเนินการตามระเบียบ  กต.สหรัฐฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณาถึงการตรวจลงตราต่อบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว อนึ่ง นาย Charlie Kirk เป็นนักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมและผู้ก่อตั้งองค์กร Turning Point USA ซึ่งถูกลอบสังหารและเสียชีวิต เมื่อ 11 ก.ย.68 ระหว่างการจัดงานที่รัฐยูทาห์ รวมทั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ประธานาธิบดีโดนัลก์ ทรัมป์ และได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่

จีน-สหรัฐฯ เจรจาภาษีสารเฟนทานิลที่ไม่คืบหน้าอาจเป็นอุปสรรคต่อการพบหารือของสองผู้นำ

สนข.Financial Times เมื่อ 13 ก.ย.68 ว่า จีนเชิญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนจีนอย่างเป็นทางการเ พื่อร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับ เนื่องจากการเจรจาประเด็นการภาษีการค้าและสารเฟนทานิลระหว่างกันยังไม่คืบหน้า จึงมีความเป็นไปได้ว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะพบหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้ใน ต.ค.68

กลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวซีแลนด์เรียกร้องคว่ำบาตรอิสราเอลและยุติการสู้รบ

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 13 ก.ย.68 ว่า กลุ่ม Aotearoa for Palestine ผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวซีแลนด์ ได้จัดการเดินขบวน March for Humanity ปิดถนนใจกลางนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ คว่ำบาตรอิสราเอล เรียกร้องการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขทันที และยุติการปิดล้อม รวมทั้งเปิดทางให้สำนักงานบรรเทาทุกข์และงานเพื่อผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้แห่งสหประชาชาติ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) เข้าถึง และจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสู่ฉนวนกาซาได้อย่างปลอดภัย ผู้จัดงานระบุว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากถึง 50,000 คน ซึ่งถือเป็นการชุมนุมใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ นับตั้งแต่เกิดสงครามในฉนวนกาซา อย่างไรก็ดี ตำรวจนิวซีแลนด์ประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20,000 คน โดยการชุมนุมดำเนินไปอย่างสงบและยุติก่อนเวลาที่กำหนด เนื่องจากสภาพอากาศมีลมแรง