คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงต่ำสุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2

ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน จำนวน 1,023 คน (ค่าความคลาดเคลื่อน +/- 3) จัดทำโดย Reuters/Ipsos ระหว่าง 25 – 27 ก.ค.68 ประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 พบว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ปรับลดลง เมื่อห้วง 15 -16 ก.ค.68 เหลือร้อยละ 40 ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 เนื่องจากชาวอเมริกันห่วงกังวลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและผู้อพยพของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนร้อยละ 38 ของชาวอเมริกัน เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจ และร้อยละ 43 เห็นด้วยกับนโยบายผู้อพยพ

UN แสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) แถลงผ่าน X เมื่อวันที่ 29 ก.ค.68 ยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเห็นว่าเป็นพัฒนาการที่ดีในการยุติสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและลดความตึงเครียดบริเวณชายแดน พร้อมย้ำว่า UN พร้อมให้การสนับสนุนทุกความพยายามที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

จีนยินดีต่อความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

นายกัว เจียคุน โฆษก กต.จีน ตอบคำถามสื่อเมื่อ 28 ก.ค.68 กรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จีนเสียใจอย่างยิ่งต่อความสูญเสียที่เกิดจากความขัดแย้งดังกล่าว โดยคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะกระทำการเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในประเทศ ยึดมั่นในสันติภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี รวมทั้งยับยั้งชั่งใจ ยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด และฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณชายแดนผ่านการเจรจาและปรึกษาหารือ จีนชื่นชมอาเซียนที่ผลักดันการหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย และยินดีกับการคลี่คลายความตึงเครียด โดยจีนที่ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและเป็นธรรม จะยังรักษาการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับไทยและกัมพูชา ส่งเสริมสันติภาพและอำนวยความสะดวกในการเจรจา และแสดงบทบาทเชิงสร้างสร้างเพื่อส่งเสริมการหยุดยิงและยุติความขัดแย้ง

สื่ออินเดียติดตามรายงานการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา

สื่อหลักของอินเดียยังคงให้ความสำคัญในการติดตามรายงานสถานการณ์การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา  อาทิ สนข.The Press Trust of India (PTI) และเว็บไซต์ ndtv.com เมื่อ 29 ก.ค.68 อ้างสนข. AP ประเด็นการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาว่าจะเกิดขึ้นตามกำหนดหรือไม่ โดยกองทัพไทยกล่าวว่ากัมพูชาเปิดฉากโจมตีในหลายพื้นที่หลังจากการหยุดยิงที่ควรมีผลตามกำหนด ในขณะที่กัมพูชาปฏิเสธไม่มีการยิงโจมตีสถานที่ใด ๆ

ค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียน 4 ประเทศ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

  นสพ.Manila times รายงานอ้างการวิเคราะห์ของ Maybank FX Research & Strategy เมื่อ 28 ก.ค.68 ว่า ค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย (รูเปียห์) มาเลเซีย (ริงกิต) ฟิลิปปินส์ (เปโซ) และไทย (บาท) มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และความคืบหน้าในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ อาเซียนยังได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจระดับมหภาคที่เอื้อต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนในตลาดเกิดใหม่

ท่าทีภาคส่วนเศรษฐกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

  ส.อ.ท. สทท. หอการค้าไทย สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประมาณการมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท/วัน และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้ออาจมีมูลค่าความเสียหายในช่วงครึ่งหลังปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจ และได้ปรับแผนธุรกิจ โดยเปลี่ยนไปใช้การส่งออกผ่านทางเครื่องบิน หรือทางเรือแทน หรือใช้วิธีส่งไปขายในพื้นที่อื่น หรือด่านชายแดนฝั่งอื่นแทน ทั้งนี้ ภาคส่วนเศรษฐกิจได้แสดงท่าทีร้องขอต่อรัฐบาลด้วยคือ การหาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย หรือมาตรการคุ้มครองธุรกิจไทยในกัมพูชาด้วย รวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ/ผู้ค้ารายย่อยไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

ประเทศในเอเชีย ตอ.ต.เผชิญแรงกดดันในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานระบุ ประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชีย ตอ.ต.กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากกรณีการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งจะถึงกำหนดใน 1 ส.ค. 68 ส่งผลให้เสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง โดยมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว โดยในส่วนของไทยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากตกลงอัตราภาษีได้ที่ร้อยละ 15 – 20 เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.1 – 1.4 นักวิเคราะห์ยังมองว่า การเจรจาภาษีแยกกันของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพของกลุ่มอาเซียน โดยสหรัฐฯ ต้องการควบคุมสินค้าจากจีนที่หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการส่งผ่านประเทศที่สามในเอเชีย ตอ.ต.ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ความต้องการรถยนต์ EV ในภาคธุรกิจของไทยเพิ่มขึ้น

Nikkei Asia รายงานว่า ความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มลูกค้าองค์กรของไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัท Bolt บริษัทเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรถยนต์ EV อย่างน้อย 1,000 คัน ภายในปี 2571 ด้านบริษัท Sumitomo Mitsui Auto Service ของญี่ปุ่นมีแผนจะเพิ่มรถแท็กซี่ EV และรถยนต์ประเภทอื่นอีก 1,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการของบริการเช่ารถและแท็กซี่สำหรับการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น และยังมีการร่วมทุนของบริษัท Marubeni ของญี่ปุ่น กับบริษัทบ้านปูของไทย ในการจัดตั้งธุรกิจบริหารจัดการรถยนต์ EV เชิงพาณิชย์ โดยมีแผนใช้รถประมาณ 3,000 คันภายในปี 2571 เช่นกัน โดยรถยนต์ EV ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าตลาดรถยนต์ EV ในไทยจะชะลอตัวจากปัญหาทางการเงินของบริษัท Neta Auto จากจีน แต่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายอื่น เช่น BYD Guangzhou Automobile Group…

จีน-สหรัฐฯ อาจตกลงขยายการระงับใช้ภาษีตอบโต้ระหว่างกันออกไปอีก 90 วัน

นสพ. South China Morning Post รายงานเมื่อ 28 ก.ค.68 อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดทางการจีนว่า การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รอบที่ 3 ที่กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน ซึ่งจะเริ่มใน 29 ก.ค.68 มีแนวโน้มที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงขยายเวลาระงับการบังคับใช้การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าต่อกันออกไปอีก 90 วัน และจะไม่มีการกำหนดมาตรการใหม่ทางภาษีหรือมาตรการตอบโต้ใด ๆ ที่จะเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างกัน โดยมีความเป็นไปได้ที่การหารือจะมุ่งเน้นในประเด็นที่เป็นอุปสรรค อาทิ ข้อห่วงกังวลของสหรัฐฯ ต่อการผลิตที่ล้นเกินของภาคอุตสาหกรรมจีน มากกว่าการมุ่งบรรลุข้อตกลงการค้า  

กิจกรรมชุมนุมขับไล่ นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ยอดสูงสุด 18,000 คน

สนข.The Sun รายงานเมื่อ 26 ก.ค.68 ว่า การชุมนุมขับไล่ นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ออกจากตำแหน่ง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากประชาชนไม่พอใจปัญหาค่าครองชีพสูงและการขยายอัตราภาษีการขายและบริการ กับทั้งล้มเหลวในการบริหารประเทศ การชุมนุมได้ยุติด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง มียอดผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงสุดประมาณ 18,000 คน   อย่างไรก็ดี ตำรวจจะตรวจสอบเนื้อหาการปราศรัยว่ามีการละเมิดกฎหมาย เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น 3R (ศาสนา เชื้อชาติ ราชวงศ์) หรือไม่ หากพบการละเมิด  ต้องการดำเนินตามกฎหมาย