สหรัฐฯ ถอนกัมพูชาออกจากบัญชีคว่ำบาตรส่งออกอาวุธ (EAR)

สำนักอุตสาหกรรมและความปลอดภัย (BIS) สังกัด พณ.สหรัฐฯ ประกาศถอนกัมพูชาออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ถูกคว่ำบาตรด้านอาวุธภายใต้ข้อบังคับการบริหารการส่งออก (Export Administration Regulations-EAR) หรือกลุ่มประเทศ D:5 (สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกอาวุธอย่างเข้มงวด) อย่างเป็นทางการ มีผลบังคับตั้งแต่ 3 ก.พ.69 ซึ่งเป็นพัฒนาการสำคัญต่อการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการทหาร และการค้าระหว่างสองประเทศ ภายหลัง รมว.กต.สหรัฐฯ ประเมินว่ากัมพูชามุ่งมั่นสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังจัดกัมพูชาอยู่ในกลุ่มประเทศ D:1 คือ ควบคุมการส่งออกบางประการ เฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและผู้ใช้ปลายทางทางทหารและข่าวกรองทางทหาร ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา เมื่อ ต.ค.68

กัมพูชาร้องขอฝรั่งเศสจัดหาผู้เชี่ยวชาญและเอกสารทางประวัติศาสตร์ แก้ไขปัญหาเขตแดนกับไทย

ข่าวสารนิเทศ กต.กัมพูชา เมื่อ 5 ก.พ.69 ระบุว่า สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา ส่ง น.ถึง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ลว. 4 ก.พ.69 แสดงความขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนการหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และร้องขอให้ฝรั่งเศสพิจารณาจัดหาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา รวมถึงความช่วยเหลือด้านเอกสารทางประวัติศาสตร์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชา-ไทยตั้งแต่ยุคอาณานิคม โดยย้ำว่า กัมพูชาให้ความสำคัญกับบทบาทของฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนกัมพูชาและไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ มั่นคง และเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยกังวลเรื่องหนี้และเศรษฐกิจ

CNA เผยแพร่บทความระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยมีความกังวลเรื่องหนี้สินและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาในการฟื้นตัวมานาน เพราะตั้งแต่ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 1–3 ต่อปี และในปี 2569 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึงร้อยละ 90 ของ GDP ถือเป็นปริมาณที่สูงในอันดับต้นของเอเชีย ด้านพรรคการเมืองต่างใช้นโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น ทั้งนโยบายแจกเงิน ให้เงินอุดหนุน และพักหนี้ แต่ที่ได้รับความสนใจมากคือนโยบายแบบเสี่ยงโชค ทั้งนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ของพรรค พท. และหวยใบเสร็จ ของพรรค ปชน. ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า นโยบายเหล่านี้จับต้องได้และเข้าใจง่ายกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใช้เวลานาน แต่เสี่ยงสร้างภาระงบประมาณสูงและไม่ยั่งยืน

รัสเซียเตรียมรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของชาติตะวันตก

สนข.TASS รายงานอ้างโฆษก กต.รัสเซีย เมื่อ 4 ก.พ.69 เกี่ยวกับแนวทางรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตกว่า รัสเซียเปลี่ยนเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติหลักของรัสเซียไปยังประเทศใหม่ทางตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก หลังสหภาพยุโรปประกาศยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปี 2570 นอกจากนี้ รัสเซียมุ่งหวังให้ตุรกีต่อต้านความพยายามแทรกแซงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัสเซียกับตุรกีของชาติตะวันตกจากกรณีฝรั่งเศสขอให้ตุรกีลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและต่อต้านการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีอินเดียที่จะยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังการหารือกับสหรัฐฯ ประเด็นการค้า โดยระบุว่า รัสเซียไม่ได้เป็นผู้จัดหาน้ำมันเพียงรายเดียวแก่อินเดีย ซึ่งเป็นสิทธิ์ของอินเดียที่จะซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นตามความต้องการของอินเดีย

ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แม้เผชิญมาตรการภาษี

Nikkei Asia รายงานกรณีมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของเอเชีย ตอ.ต. มียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในปี 2568 เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นด้วย ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 51,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 35,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2567 ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เป็น 67,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การขาดดุลการค้าของประเทศต่าง ๆ ต่อจีนที่จะขยายตัวขึ้น  อาจทำให้จีนส่งสินค้าผ่านประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงกว่า ขณะที่การส่งออกของประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเมื่อข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ กับหลายประเทศเริ่มมีผล จะทำให้มีการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และยอดเกินดุลการค้าจะลดลง ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2569

รัสเซียแสดงจุดยืนไม่ยอมรับกรณีสหรัฐฯ กดดันและขัดขวางการนำเข้าพลังงานของคิวบา

นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย หารือทางโทรศัพท์กับนายการ์โลส เฟร์นานเดซ เด กอสซิโอ  รมว.กต.คิวบา เมื่อ 2 ก.พ.69 ว่า รัสเซียย้ำจุดยืนไม่ยอมรับกรณีสหรัฐฯ กดดันทางด้านเศรษฐกิจและการทหารต่อคิวบา เฉพาะอย่างยิ่งการขัดขวางการนำเข้าพลังงานของคิวบา ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและมนุษยธรรมในคิวบาเลวร้ายลง พร้อมยืนยันจะคงการสนับสนุนทางการเมืองและการจัดหาสิ่งจำเป็นแก่คิวบา นอกจากนี้ รัสเซียยังห่วงกังวลสถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียดและการใช้ถ้อยคำเชิงข่มขู่และคุกคามของของสหรัฐฯ ต่อคิวบา โดยรัสเซียจะติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อ 29 ม.ค.69 ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรต่อประเทศที่ 3 ที่ส่งออกน้ำมันให้คิวบา รวมถึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยอ้างว่าคิวบาเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ริเริ่มโครงการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุหายาก

สนข.The Guardian รายงานเมื่อ 3 ก.พ.69 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศริเริ่มโครงการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญ หรือ “Project Vault” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยเงินกู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินทุนจากภาคเอกชนอีก 1,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอื่นที่ใช้แร่ธาตุสำคัญเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งตอบโต้การแทรกแซงราคาแร่ธาตุสำคัญจากจีน

รมว.กต.อินเดีย อยู่ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับ รมว.ด้านแร่ธาตุสำคัญ

นายสุพรหมณยัม ชัยศังกระ รมว.กต.อินเดีย อยู่ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ ห้วง 2-4 ก.พ.69 เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับ รมว.ด้านแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals Ministerial) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี โดยจะหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความเข้มแข็งและกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านแร่ธาตุสำคัญ โอกาสนี้ นายชัยศังกระจะพบหารือกับนายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ และ จนท.ระดับสูง ทั้งนี้ สื่อของอินเดีย คาดว่า การเยือนครั้งนี้ จะผลักดันอินเดียเข้าเป็นสมาชิก Pax Silica ที่สหรัฐฯ ริเริ่ม เพื่อส่งเสริมความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์

พรรค USDP ซึ่งเป็นฝ่ายกองทัพชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.เมียนมา) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 ม.ค.69 ว่า พรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้น 3 ระยะ ตั้งแต่เมื่อ 28 ธ.ค.69 และสิ้นสุดเมื่อ 25 ม.ค.69 และครองเสียงข้างมากในรัฐสภา โดยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 231 จาก 263 ที่นั่ง และที่นั่งในวุฒิสภา จำนวน 56 จาก 79 ที่นั่ง ขณะที่นักวิเคราะห์ทางการเมือง ระบุว่า ชัยชนะของพรรค USDP เป็นผลลัพธ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยรัฐบาลเมียนมา ซึ่งยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนจากการรัฐประหารเมื่อปี 2564 และได้ล้มล้างผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2563 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ได้รับชัยชนะอย่างท้วมท้น

ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มั่นใจว่าจะผ่านร่างยุติภาวะ Government Shutdown

ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มั่นใจว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะสามารถผ่านร่างงบประมาณเพื่อสิ้นสุดภาวะหน่วยงานรัฐบาลกลางยุติการปฏิบัติงานบางส่วน (Government Shutdown) ภายใน 3 ก.พ.69 (ตามเวลาสหรัฐฯ) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งลดทอนความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประชาชนในรัฐมินนิโซตากับสำนักตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (Immigration and Customs Enforcement-ICE) อย่างไรก็ดี นายฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า พรรคเดโมแครตจะไม่สนับสนุนร่างดังกล่าว หากพรรครีพับลิกันไม่ปรับแก้ตามข้อเรียกร้อง ที่สำคัญคือการตัดงบประมาณการจัดหากล้องติดตัว จนท. รวมมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และการปรับแนวทางปฏิบัติงาน อาทิ กำหนดให้ จนท.ตรวจคนเข้าเมืองต้องถอดหน้ากาก เปิดเผยตัวตน แสดงคำสั่งศาลก่อนค้นตัวหรือจับกุมผู้ต้องสงสัย และยุติการลาดตระเวนเพื่อควบคุมตัวประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ