ผู้นำกัมพูชาจะเยือนญี่ปุ่นในปลาย พ.ค.68

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 20 พ.ค.68 ว่า สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชาพร้อมภริยา เตรียมเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 28-31 พ.ค.68 ตามคำเชิญของนายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น และเพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ The Future of Asia ที่จัดโดยบริษัท Nikkei Inc. ณ กรุงโตเกียว นอกจากนี้ นรม.กัมพูชายังมีกำหนดจะพบปะชุมชนชาวกัมพูชาและนักเรียนกัมพูชาในญี่ปุ่น เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองฟุกุโอกะ และนากาโน

ผู้นำเกาหลีเหนือเสี่ยงถูกฟ้องในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 19 พ.ค.68 อ้างสุนทรพจน์ของนายซง ซัง-ฮย็อน อดีตประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ในการประชุมระดับนานาชาติที่กรุงโซลว่า แม้ยังไม่มีการยื่นฟ้องนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือต่อ ICC ในความผิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กรณีเกาหลีเหนือส่งความช่วยเหลือทางทหารให้กับรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครนตั้งแต่ห้วงปลายปี 2567 เข้าเงื่อนไขทางกฎหมายให้ยูเครนสามารถยื่นฟ้องผู้นำเกาหลีเหนือในความผิดอาชญากรรมสงครามต่อ ICC ในฐานะเหยื่อของสงครามได้ รวมทั้ง ICC มีอำนาจในการสืบสวนประเด็นดังกล่าวอย่างอิสระ ซึ่งนายซงเรียกร้องให้ ICC เร่งเอาผิดผู้นำเกาหลีเหนือ

เอกชนเวียดนามร่วมลงทุนกับธุรกิจครอบครัวประธานาธิบดีทรัมป์

นสพ.The Strait Times รายงานเมื่อ 19 พ.ค.68 ว่า เอกชนเวียดนาม อาทิ บริษัท Kinhbac City ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และ กต.เวียดนาม เตรียมต้อนรับนาย Eric Trump บุตรชายประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมด้วยผู้แทนจาก Trump Organization จะเดินทางมาเวียดนามเพื่อพบหารือและสำรวจพื้นที่ในนครโฮจิมินห์ เพื่อก่อสร้าง  Trump Tower ในเวียดนาม

สหรัฐฯ เริ่มส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ

สนข.เอพี รายงานเมื่อ 20 พ.ค.68 ว่า สหรัฐฯ เริ่มส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรการกลับประเทศโดยสมัครใจเป็นเที่ยวบินแรก  ซึ่งเป็นสัญชาติฮอนดูรัสและโคลอมเบียรวมถึงเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จำนวนทั้งสิ้น 68 คน  โดยมีมาตรการจูงใจใด้วยการให้เงินช่วยเหลือมูลค่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับให้โอกาสได้รับการพิจารณาการตรวจลงตราเพื่อเข้าสหรัฐฯ ได้ในอนาคต ทั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้าร่วมโครงการนี้ ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมต้องรายงานตัวเพื่อเดินทางกลับประเทศผ่านการลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน “CBP Home” ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ   ขณะที่ จนท.บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ทำการจับกุมและดำเนินการเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างเข้มงวดเช่นกัน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และรัสเซียหารือสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผยแพร่ข้อความผ่าน Truth social เมื่อ 20 พ.ค.68 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลา 2 ชม.  แต่การเจรจายังไม่ทำให้เกิดการหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครน ประเด็นหารือ ได้แก่ 1) ทั้งสองประเทศจะเป็นผู้กำหนดวาระ และข้อต่อรองในการเจรจา 2) รัสเซียจะหารือทางการค้าครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับยูเครน เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ และ 3) ได้แจ้งผลการหารือครั้งนี้กับประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน  ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีอิตาลี นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และประธานาธิบดีฟินแลนด์แล้วหลังเสร็จสิ้นการหารือกับประธานาธิบดีปูติน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่านครรัฐวาติกัน สนใจอย่างยิ่งที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน

อตีตประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็งชนิดรุนแรง

สนข.นิวยอร์กไทม์รายงานเมื่อ 18 พ.ค.68 ว่า อตีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง คณะแพทย์ได้ประเมินชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากพบว่า เซลล์มะเร็งอยู่ในระดับ 9 ของค่า “Gleason” ซึ่งอยู่ในระดับรุนแรงที่สุด พร้อมกับระบุว่าเชื้อมะเร็งนั้นอยู่ในระยะที่ 4 หรือเป็นระยะแพร่กระจาย (Metastatic Cancer) ซึ่งได้แพร่กระจายไปยังกระดูกแล้ว และการรักษาเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งกำลังใจให้กับอดีตประธานาธิบดีไบเดนและครอบครัว  โดยหวังว่าสุขภาพของอดีตประธานาธิบดีไบเดนจะดีขึ้นและหายจากอาการดังกล่าว

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้หารือไตรภาคีกับผู้นำยุโรป

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ของสหรัฐฯ  พร้อมกับนายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต. และรักษาการ ทปษ.ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ได้เดินทางไปกรุงโรม อิตาลีเมื่อ 18 พ.ค.68 เพื่อหารือไตรภาคีกับนางจอร์เจีย เมโลนี นรม.อิตาลี และนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เกี่ยวกับการเจรจาทางการค้า ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ นโยบายความมั่นคงและการทหาร ตลอดจนสงครามรัสเซีย–ยูเครน เพื่อยุติความรุนแรงและเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ โดยมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ทั้งนี้ รองประธานาธิบดีแวนซ์ได้ขอบคุณ นรม.เมโลนีที่รับบทบาทเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังคงความสัมพันธ์แม้อาจมีประเด็นขัดแย้งกัน

บราซิลพบโรคไข้หวัดนกระบาดเป็นครั้งแรก

อุตสาหกรรมส่งออกไก่ของบราซิลกำลังเผชิญผลกระทบจากการพบโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ระบาดเป็นครั้งแรกที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ในรัฐ Rio Grande do Sul ทางตอนใต้ของประเทศ โดย กษ.บราซิล แถลงเมื่อ 16 พ.ค.68 ยืนยันตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ในไก่ในฟาร์มข้างต้น และได้แจ้งต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) และประเทศคู่ค้าตามพันธกรณีด้านสุขภาพสัตว์ ส่งผลให้จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าไก่รายใหญ่ที่สุดของบราซิล สหภาพยุโรป (EU) และเกาหลีใต้ ประกาศห้ามนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากบราซิลทั้งประเทศ เป็นเวลา 60 วัน ขณะที่ประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศระงับการนำเข้าเฉพาะจากพื้นที่ที่พบการระบาด ทั้งนี้ รัฐ Rio Grande do Sul เป็นพื้นที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่อันดับ 3 ของบราซิล ขณะที่การส่งออกไก่ของบราซิล คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 35 ของการค้าไก่โลก โดยหน่วยงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท S&P Global ประเมินว่า หากบราซิลไม่สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว การส่งออกไก่ของบราซิล…

อินเดียปฏิเสธกรณีจีนพยายามเปลี่ยนชื่อสถานที่ในรัฐอรุณาจัลประเทศ

เว็บไซต์ DD News รายงานเมื่อ 14 พ.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของ กต.อินเดียที่คัดค้านจีนในการเปลี่ยนชื่อสถานที่ 27 แห่งในรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดีย อีกทั้งยืนยันว่ารัฐอรุณาจัลประเทศเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียและไม่สามารถแบ่งแยกได้ ความพยายามดังกล่าวเป็นครั้งที่ห้าของจีนที่ต้องการอ้างสิทธิ์เหนือรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดียที่เรียกว่า Zangnan (ทิเบตใต้) ทั้งนี้ จีนเคยพยายามเปลี่ยนแปลงชื่อสถานที่ในรัฐอรุณาจัลประเทศมาแล้วถึง 4 ครั้ง เมื่อปี 2560 2564 2566 และ 2567 ซึ่งแต่ละครั้งก็เกิดข้อพิพาททางการทูตกับอินเดีย อาทิ การฝึกซ้อมเมื่อปี 2560 ตามมาด้วยการเยือนขององค์ดาไลลามะ และเมื่อปี 2566 หลังจากการประชุม G20 ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพจัดงานที่รัฐอรุณาจัลประเทศ

ไต้หวันอาจจ้างแรงงานต่างชาติเพิ่ม

นสพ. Taipei Times รายงานเมื่อ 16 พ.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของนายหง เซิน-ฮั่น รมว.กระทรวงแรงงานไต้หวัน ว่า ไต้หวันอยู่ระหว่างการพิจารณานโยบายใหม่ให้นายจ้างสามารถเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติที่ต้องการว่าจ้างได้โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนให้แก่แรงงานท้องถิ่น การปรับนโยบายดังกล่าวเพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม และรับมือกับการที่ไต้หวันจะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานจำนวน 400,000 คน ภายในปี 2573 เนื่องมาจากอัตราการเกิดลดลงและมีจำนวนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการปกป้องสิทธิของแรงงานท้องถิ่นไม่ให้ถูกลดเงินเดือนเพื่อรองรับการจ้างงานชาวต่างชาติ