สโลวาเกียจะขัดขวางการคว่ำบาตรรัสเซียของ EU

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 8 มิ.ย.68 ว่านายโรเบิร์ต ฟิโก นรม.สโลวาเกียประกาศว่าสโลวาเกียจะคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหภาพยุโรป (European Union-EU)  หากส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ ภายหลังที่รัฐสภาได้มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลไม่สนับสนุนมาตรการเพิ่มเติม นายฟิโกเน้นย้ำว่าตนมีความประสงค์ที่จะมีบทบาทที่สร้างสรรค์ใน EU แต่จะไม่ยอมรับมาตรการใดที่เป็นภัยต่อประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียซึ่งจำเป็นต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของสโลวาเกีย ทั้งนี้ ภายใต้การนำของรัฐบาลผสมฝ่ายซ้าย-ชาตินิยม สโลวาเกียได้ลดระดับการสนับสนุนยูเครนและยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหาร พร้อมคัดค้านการคว่ำบาตรรัสเซีย

สกญ.จีน ณ นครลอสแอนเจลิส เตือนชาวจีนให้เพิ่มการระมัดระวังความปลอดภัย

สกญ.จีน ณ นครลอสแอนเจลิสแถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat เมื่อ 9 มิ.ย.68 เตือนให้ชาวจีนในพื้นที่ติดตามสถานการณ์การประท้วงต่อต้านการจับกุมผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายของสหรัฐฯ  และเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย โดยขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ชุมนุม พื้นที่แออัด หรือบริเวณที่มีความปลอดภัยต่ำ และงดการออกไปข้างนอกคนเดียวหรือในยามวิกาล ทั้งนี้ ชาวจีนสามารถติดต่อหมายเลข 911 และสามารถขอความช่วยเหลือเป็นภาษาจีนได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน

ประธานาธิบดีรัสเซียสนทนากับสมเด็จพระสันตะปาปาประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน สนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 เมื่อ 4 มิ.ย.68 เพื่อหาแนวทางยุติความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ประธานาธิบดีปูตินได้ยืนยันจุดยืนว่าต้องการแก้ไขต้นตอของความขัดแย้งกับยูเครน พร้อมทั้งกล่าวหายูเครนว่ายกระดับความขัดแย้งให้บานปลาย  และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของรัสเซีย ส่วนสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เรียกร้องให้รัสเซียแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี 

กัมพูชาเห็นพ้องลดความตึงเครียดแต่จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต

ผลการหารือทวิภาคีระหว่าง พล.อ.เตีย เซยฮา รอง นรม.และ รมว.กห.กัมพูชา กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รอง นรม.และ รมว.กห.ไทย ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อ 5 มิ.ย.68 สาระสำคัญ ดังนี้ 1) เห็นพ้องที่จะลดความตึงเครียด โดยรักษาการติดต่อสื่อสาร และการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหาร 2) กัมพูชาปฏิเสธคำร้องขอของไทยที่ให้กัมพูชาถอนกำลังพลออกจากพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต โดยย้ำว่าอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา และมีทหารประจำการมานาน 3) การใช้แผนที่แตกต่างกันทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาจุดกึ่งกลางเพื่อรักษาเสถียรภาพชายแดน อย่างไรก็ดี  กัมพูชายังเคารพ MOU43 และได้พิจารณาเตรียมส่งประเด็นพื้นที่พิพาท 4 แห่งต่อ ICJ เพื่อยุติข้อพิพาทและกำหนดเขตแดน   และ 4) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมกลไกการเจรจา ทั้ง GBC JBC RBC ต่อประเด็นอื่นในอนาคต  

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้-สหรัฐฯ หารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์เป็นครั้งแรก

ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ แถลงเมื่อ 6 มิ.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้ หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนานกว่า 20 นาที  บรรยากาศการหารือเป็นกันเอง  ประธานาธิบดีทรัมป์ยินดีต่อการรับตำแหน่งของประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ขณะที่ประธานาธิบดีอี แจ-มย็องย้ำถึงความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อันเป็นพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันการเจรจาทางภาษีระหว่างกัน ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เชิญประธานาธิบดีอี แจ-มย็องเยือนสหรัฐฯ ในห้วงเหมาะสม และจะพบหารือกันนอกรอบการประชุมกรอบพหุภาคี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เวียดนาม และ JICA หารือการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยยามฝั่งเวียดนาม

การพบหารือระหว่าง พล.ท.Le Quang Dạo ผบ.หน่วยยามฝั่งเวียดนาม กับ นาย Kobayashi Yosuke ประธานองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ประจำเวียดนาม เมื่อ 5 มิ.ย.68  ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือ เฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงทางทะเล และการบังคับใช้กฎหมาย  รวมทั้งหารือถึงความคืบหน้าโครงการ “Maritime Security and Safety Capacity Improvement Project” ครอบคลุมการต่อเรือลาดตระเวน 6 ลำ ด้วยเงินช่วยเหลือจาก JICA ตามกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (ODA) นอกจากนี้ JICA เตรียมจะจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่หน่วยยามฝั่งภาค 3 ของเวียดนาม ระหว่าง 7-13 ก.ย.68 และหน่วยยามฝั่งภาค 1 ระหว่าง 7-13 ธ.ค.68   

สหรัฐฯ ยกเลิกการตรวจลงตราประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ เมื่อ 4 มิ.ย.68 ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14161 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่าด้วยมาตรการยกเลิกการตรวจลงตราทุกประเภทกับพลเมืองจาก 12 ประเทศ คือ อัฟกานิสถาน เมียนมา ชาด คองโก อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน และยกเว้นการตรวจลงตราบางประเภทให้กับพลเมือง 7 ประเทศ คือ บุรุนดี คิวบา ลาว เซียร์ราลีโอน โตโก เติร์กเมนิสถาน และเวเนซุเอลา ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่า เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทางการก่อการร้าย หลังเกิดเหตุการณ์เมื่อ 1 มิ.ย.68 ที่มีผู้ก่อเหตุจุดไฟเผาคนในการชุมนุมสนับสนุนอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย ซึ่งผู้ก่อเหตุได้รับการตรวจลงตราประเภทเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เกินกำหนดกว่า 2 ปีแล้ว

บริษัท ispace ของญี่ปุ่น ส่งยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ไม่สำเร็จ

ถ้อยแถลงของนาย Takeshi Hakamada ประธานกรรมการบริหาร ispace Inc. ซึ่งเป็นบริษัท Startup ของญี่ปุ่น เมื่อ 6 มิ.ย.68 ระบุว่า บริษัทไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจส่งยาน Resilience ลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากความพยายามครั้งแรกเมื่อ เม.ย.66  โดยยาน Resilience ซึ่งบรรทุกหุ่นยนต์สำรวจภาคพื้น และอุปกรณ์สำหรับทำการทดลอง ถูกส่งขึ้นจากฐานปล่อยจรวดในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อ 15 ม.ค.68 มีเป้าหมายลงจอดบริเวณซีกเหนือของดวงจันทร์ และได้พยายามลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อ 6 มิ.ย.68 เวลาประมาณ 04.17 น. ตามเวลาญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เวลา 08.00 น. ทีมควบคุมภารกิจไม่สามารถติดต่อกับยานได้อีก จึงตัดสินใจยุติภารกิจ ทั้งนี้ บริษัท Intuitive Machines Inc. จากสหรัฐฯ เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของโลกที่สามารถส่งยานลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ เมื่อ ก.พ.67

ปากีสถานกล่าวหาอินเดียสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในแคว้นบาลูจิสถาน

ถ้อยแถลงของนาย Sarfaraz Bugti หัวหน้ารัฐมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน เมื่อ 5 มิ.ย.68 ระบุ ว่า ปากีสถานกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอินเดีย หรือ Fitna-ul-Hindustan (คำจำกัดความใหม่ที่ปากีสถานกำหนดขึ้น ใช้เรียกกลุ่มก่อการร้ายทั้งหมดที่ดำเนินกิจกรรมในแคว้นบาลูจิสถาน) ปากีสถานอ้างว่า กลุ่ม Fitna-ul-Hindustan ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของอินเดีย เพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  การก่อการร้ายในแคว้นบาลูจิสถานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยหน่วยข่าวกรองอินเดียสนับสนุนด้านอาวุธ  ซึ่งปากีสถานมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกปฏิบัติการบนข้อมูลข่าวกรอง แต่ก็พร้อมที่จะใช้กลไกทางทหาร หากจำเป็น

ผู้นำจีนและสหรัฐฯ หารือกันทางโทรศัพท์เพื่อฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างกัน

กต.จีน รายงานเมื่อ 5 มิ.ย.68 ถึงผลการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ตามคำขอของประธานาธิบดีทรัมป์) ผู้นำจีนสนับสนุนว่าการหารือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความร่วมมือ พร้อมกับระบุว่าการหารือระหว่างผู้แทนจีน-สหรัฐฯ ที่นครเจนีวา  เมื่อ พ.ค.68 เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าอย่างให้เกียรติและเท่าเทียม โดยขอให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อผลการหารือดังกล่าว ยกเลิกมาตรการเชิงลบต่อจีนและเพิ่มช่องทางการหารือในประเด็นอื่น ๆ เช่น การต่างประเทศ การค้า การทหาร และการบังคับใช้กฎหมาย  นอกจากนี้ ยังขอให้สหรัฐฯ พิจารณาประเด็นไต้หวันอย่างรอบคอบ และเชิญผู้นำสหรัฐฯ กับสุภาพสตรีหมายเลข 1 เยือนจีน  ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เห็นด้วยกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และสนับสนุนหลักการจีนเดียว สนับสนุนให้ นศ.จีน ศึกษาต่อในสหรัฐฯ รวมถึงจะผลักดันให้มีการหารือในลักษณะเดียวกับที่นครเจนีวาอีกครั้งโดยเร็ว และได้ตอบรับคำเชิญเยือนจีนแล้ว