เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เว็บไซต์ Asia Time ของฮ่องกง เผยแพร่บทความเกี่ยวปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.ว่า ได้รับความสนใจมากขึ้นจากกรณีนาย Wang Xing นักแสดงชาวจีนที่ถูกหลอกมาไทยเพื่อเข้าไปทำงานในเมียนมา และเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ซึ่งการแก้ไขปัญหาไม่ง่าย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา อีกทั้งกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ยังใช้ AI ในการสร้างคอนเทนต์ ใช้สกุลเงินดิจิทัล และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อยกระดับการหลอกลวงในแนบเนียนมากขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับไทยได้สร้างความกังวลต่อกัมพูชาและลาวว่าจะได้รับผลกระทบเพราะมีแก๊งคอลเซนเตอร์ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศเช่นกัน

ไทยมีจำนวนอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านราย

  บริษัทเอเจนซี่โฆษณา เปิดเผยจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ในไทย มีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีอยู่ 2 ล้านราย เป็นผลจากสื่อดิจิทัลที่เข้าไปมีบทบาทในสังคมอย่างเต็มรูปแบบ และถูกนำมาใช้สร้างอิทธิพลทางความคิดในทุกวงการ โดยเฉพาะวงการตลาด จึงเกิดอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่อย่างรวดเร็ว ความน่าสนใจคือ อินฟลูเอนเซอร์ที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งนี้ จากจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ของไทยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้ว และกับประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าประเทศอื่น ๆ และคนไทยมีการเสพสื่อออนไลน์มากจนสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองในการมีรายได้เพิ่มขึ้น

ลาวต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 7 ล้านคน เมื่อปี 2567

  สำนักข่าวสารประเทศลาว รายงานเมื่อ 5 ก.พ.68 อ้างถ้อยแถลงของนางสวนสะหวัน วิยะเกด รมว.กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวลาวว่า เมื่อปี 2567 ลาวต้อนรับนักท่องเที่ยวในประเทศ 3.9 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4.12 ล้านคน เพิ่มจากเมื่อปี 2566 ร้อยละ 102 และ 21 ตามลำดับ สร้างรายได้  1,762 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งเป็นผลมาจากข้อริเริ่ม Visit Laos Year 2024 ที่ลาวยกเว้นวีซ่าให้แก่ประเทศเป้าหมาย ห้วง 1 ก.ค.-31 ธ.ค.67 ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีนที่เยือนลาว 1.04 ล้านคน เพิ่มร้อยละ 63 จากเมื่อปี 2566 ทั้งยังเป็นโอกาสให้ลาวพัฒนาคุณภาพบริการ และกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว รวมถึงดำเนินนโยบายทางยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมให้ลาวเป็นประเทศปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.

มาเลเซียจะเป็นผู้ส่งออกทุเรียนไปยังจีนเพิ่มขึ้น

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 6 ก.พ.68 ว่า บริษัทวิจัย BMI ในเครือของ Fitch Ratings ได้เผยแพร่ผลการศึกษาว่า มาเลเซียจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกทุเรียนไปยังจีนเพิ่มมากขึ้น หลังจากบรรลุข้อตกลงการส่งออกทุเรียนสดไปยังจีน เมื่อ ส.ค.67 ซึ่งเดิมได้รับอนุญาตให้ส่งออกเพียงเนื้อแช่แข็งและผลแช่แข็งทั้งลูกเท่านั้น และมูลค่าการส่งออก ระหว่าง ส.ค.-ต.ค.67 มีมูลค่าถึง 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 135 ล้านบาท) ทั้งนี้คาดการณ์ว่าความต้องการทุเรียนในจีนจะสูงต่อไป และจะมีเกษตรกรสนใจลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ให้ระมัดระวังไม่พึ่งพาตลาดส่งออกเฉพาะจีนแห่งเดียว สำหรับภาพรวมการส่งออกทุเรียนในอาเซียน ไทยยังเป็นผู้นำการส่งออก รองลงมา คือเวียดนาม แต่ทั้งสองประเทศกำลังประสบปัญหาพบสารปนเปื้อนในผลผลิต ขณะเดียวกัน ตลาดทุเรียนจีนอาจถึงจุดอิ่มตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีประเทศอื่นทยอยส่งออกทุเรียนมากขึ้น จนเสี่ยงทำให้ทุเรียนล้นตลาด และท้าทายต่อสถานะของไทย

สส.ฝ่ายค้านมาเลเซียเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเมียนมาและ จชต.

นสพ.Harakahdaily (ภาษาท้องถิ่น) รายงานเมื่อ 6 ก.พ.68 ว่า ดร.Halimah Ali สส.กลุ่มพันธมิตรแห่งชาติ (Perikatan Nasional-PN/แนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน) เรียกร้องให้มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนและผู้สนับสนุนการสร้างสันติภาพ แสดงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์และใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้นต่อประเด็นขัดแย้งด้านมนุษยธรรม ทั้งในเมียนมาและจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) ของไทย  โดย ดร.Halimah Ali เสนอแนะให้มาเลเซียใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของอดีต นรม.ไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา นรม.มาเลเซียในการทำหน้าที่ประธานอาเซียน ช่วยแก้ไขปัญหาขัดแย้งที่มีชาวมุสลิมเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ปัญหาโรฮีนจาถือเป็นความท้าทายสำคัญที่มาเลเซียต้องเร่งแก้ไขปัญหา ด้าน ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ  โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย ชี้แจงว่า มาเลเซียให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในเมียนมาและ จชต. โดยประเด็นเมียนมา มาเลเซียยึดมั่นในฉันทามติอาเซียน 5 ประการ และได้แต่งตั้ง ตัน ศรี ออทมาน บิน  ฮาชิม อดีตปลัด กต. เป็นผู้แทนพิเศษประธานอาเซียนด้านเมียนมา  สำหรับประเด็น จชต. มาเลเซียได้แต่งตั้ง ดาโต๊ะ โมหะมัดราบิน…

อาเซียนและออสเตรเลียส่งเสริมความร่วมมือด้านการทำประมงที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

นสพ.เดอะพนมเปญโพสต์ รายงานเมื่อ 5 ก.พ.68 ว่า อาเซียนและออสเตรเลียจัดการประชุม Lower Mekong Basin Fish Passage Conference ครั้งที่ 2 ที่ จ.เสียมราฐ กัมพูชา  เพื่อเน้นย้ำถึงประเด็นการทำประมงที่ยั่งยืน โดยมุ่งเพิ่มเส้นทางผ่านปลา (Fishway) สำหรับปกป้องความมั่นคงด้านอาหารและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในพื้นที่แม่น้ำโขง ทั้งนี้ ออสเตรเลียสนับสนุนโครงการดังกล่าวกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย) ภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน (Mekong-Australia Partnership-MAP)  และจะขยายความร่วมมือดังกล่าวกับอินโดนีเซีย

CIA มีนโยบายให้ จนท.ลาออกโดยสมัครใจก่อนอายุครบเกษียณ

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 4 ก.พ. 68 ว่า สํานักงานข่าวกรองกลาง(Central Intelligence Agency – CIA) ของสหรัฐฯ มีนโยบายลดอัตรากําลังลงด้วยการจ่ายเงินชดเชยตอบแทนให้ จนท. ที่ลาออกโดยสมัครใจก่อนอายุครบเกษียณ โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดําเนินนโยบายของ นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผอ. CIA คนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวคิดปรับปรุงประสิทธิภาพและลดขนาดหน่วยงานของรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ดี CIA ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของนโยบายดังกล่าว

รัสเซียระบุว่า USAID เป็นองค์กรอาชญากรรม

สนข.Tass รายงานเมื่อ 5 ก.พ. 68 อ้างถ้อยแถลงของนาย Vyacheslav Volodin ประธานสภาผู้แทนราษฎรรัสเซียว่า สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (The United States Agency for International Development – USAID) แปรสภาพเป็นองค์กรอาชญากรรมที่เคลื่อนไหวในประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ ทั่วโลก มีงบประมาณรายปีที่ประมาณ 50,000- 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.7- 2 ล้านล้านบาท) รวมทั้งใช้โครงการด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือแทรกแซงการเมืองในต่างประเทศ สนับสนุนการรัฐประหาร เฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช อาทิ ยูเครน มอลโดวา อาร์เมเนีย และจอร์เจีย ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาอาวุธชีวภาพในยูเครน  ซึ่งรัสเซียเชื่อว่าโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเบื้องหลังจากอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชาย

ไต้หวันเรียกร้องให้จีนร่วมพูดคุยในภาวะเผชิญกับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 3 ก.พ. 68 อ้างถ้อยแถลงของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ระบุว่า จีนและไต้หวันจำเป็นต้องพูดคุยกันแทนการเผชิญหน้า ในภาวะที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีน และอัตราภาษีสินค้าเซมิคอนดักเตอร์นำเข้าจากไต้หวัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันจะทำให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุเป้าหมายความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และความมีสันติภาพ ทั้งนี้ ไต้หวันยินดีจะพูดคุยกับบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันอย่างไม่มีเงื่อนไข และอนาคตของไต้หวันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของชาวไต้หวันเอง

นาง Tulsi Gabbard น่าจะได้ดำรงตำแหน่ง ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ

คณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 9-8 เสียง เมื่อ 4 ก.พ.68 รับรองนาง Tulsi Gabbard อายุ 43 ปี เป็นผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence-DNI) ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ จึงคาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจากการลงมติของวุฒิสมาชิกในสัปดาห์หน้าด้วย

นาง Gabbard มีประสบการณ์ด้านการเมืองและการทหาร แต่ถูกวิจารณ์ว่าอาจไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ควบคุมการทำงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทั้ง 18 หน่วย เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านงานข่าวกรอง และมุมมองส่วนตัวของนาง Gabbard ต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความคิดเห็นของนาง Gabbard ในอดีตที่เป็นเชิงบวกต่อนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ที่เปิดเผยข้อมูลลับของรัฐบาล รวมทั้งมุมมองเชิงบวกต่อรัสเซียและผู้นำซีเรีย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสมาชิกเชื่อมั่นว่านาง Gabbard จะร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ได้