องค์ทะไลลามะจะจัดประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่กรณีผู้สืบทอด

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 30 มิ.ย.68 ว่า ทะไลลามะองค์ที่ 14 จะจัดประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในสัปดาห์นี้เป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะมีพระชนมายุครบ 90 ปี ใน 5 ก.ค.68 เกี่ยวกับผู้สืบทอด อาทิ สถานที่ที่จะพบ  ทะไลลามะองค์ใหม่อาจเกิดนอกประเทศจีน พร้อมทั้งขอให้สาวกของพระองค์ปฏิเสธองค์ดาไลลามะองค์ใหม่ที่จีนเป็นผู้เลือก  ด้าน Dolma Tsering Teykhang รองประธานสภาพลัดถิ่นทิเบตที่ธรรมศาลา อินเดีย กล่าวว่า ประชาคมโลกต้องได้ทราบโดยตรงจากองค์ทะไลลามะในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากจีนพยายามหาโอกาสทำให้ชื่อเสียงของพระองค์เสียหาย รวมทั้งพยายามกำหนดระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ได้องค์ทะไลลามะที่กลับชาติมาเกิดถือกำเนิดในจีน เป็นความพยายามครอบงำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง  

ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าจะไม่ขยายเวลาการระงับใช้มาตรการภาษีตอบโต้

  สนข. วอชิงตันโพสต์ รายงานเมื่อ 30 มิ.ย.68 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะไม่ขยายเวลาการระงับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะครบกำหนดใน 9 ก.ค.68   และจะส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังประเทศต่าง ๆ ว่าให้รีบเจรจากับสหรัฐฯ ก่อนครบกำหนด หากไม่ต้องการใช้มาตรการภาษีตอบโต้เพื่อเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ  ส่วนแนวโน้มกับการเจรจาทางการค้ากับจีน  ผู้นำสหรัฐฯ เห็นว่า จีนต้องให้ความเป็นธรรมกับการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการจ่ายภาษีนำเข้า กับทั้งจะเจรจาเพื่อขอซื้อแอปพลิเคชัน TikTok จากจีน โดยมีกลุ่มทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ พร้อมจะซื้อ นอกจากนี้ ยังระบุถึงอาจจะระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่านที่จะส่งไปยังจีน

สถานะปลอดภัยของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีความเสี่ยงจากนโยบายการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์

  สนข.ไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายการคลังของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดทำโดย Kent A. Clark Center for Global Markets มหาวิทยาลัยชิคาโก เมื่อ 30 มิ.ย.68 ระบุว่า ร้อยละ 90 กังวลเกี่ยวกับสถานะของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ห้วง 5 – 10 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการคลังของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งร่างงบประมาณ ปี 2569 ที่สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินเมื่อ 29 มิ.ย.68 ว่า จะทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลงบประเมินเพิ่มขึ้นกว่า 3.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะเวลา 10 ปี รวมทั้งความพยายามในการแทรกแซงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)  ตลอดจนมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น  

ยูเครนถอนตัวออกจากอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดียูเครนเมื่อ 29 มิ.ย.68 รายงานว่า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ลงนามกฤษฎีกาถอนยูเครนออกจากอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือสนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) เพื่อขจัดข้อจำกัดจากพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว เพื่อให้ยูเครนป้องกันตนเองได้มากยิ่งขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจากรัสเซีย และเสริมสร้างสถานะที่ชอบธรรมและเท่าเทียมกับรัสเซีย ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ รมว.กต.ยูเครน อ้างถึงกรณีรัสเซียรุกรานยูเครนว่า มีส่วนผลักดันให้ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย โปแลนด์ และฟินแลนด์ พิจารณาเรื่องการถอนตัวจากอนุสัญญาดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2542 เพื่อยุติการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเพื่อปกป้องพลเรือนจากภัยหลังสงคราม โดยยูเครนให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าวเมื่อปี 2548 ส่วนไทยให้สัตยาบันเมื่อปี 2541 และมีผลบังคับใช้ต่อไทยตั้งแต่ปี 2542     

ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหารือเรื่องข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ฉบับใหม่

  ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หารือเรื่องข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ฉบับใหม่ ในการประชุมสุดยอดที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมื่อ 26 มิ.ย.68 เนื่องจากใกล้เส้นตาย คือ 9 ก.ค.68   โดยนายฟรีดริช แมร์ซ นรม.เยอรมนี เรียกร้องให้ EU เร่งสรุปข้อตกลงอย่างรวดเร็ว และเรียบง่ายกับสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ยืนยันว่าข้อตกลงต้องมีความสมดุลและจะไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ EU เสียเปรียบ ทั้งนี้ EU ยังพิจารณามาตรการตอบโต้ เช่น การจัดเก็บภาษีดิจิทัลจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ  ด้านประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าการเจรจายังดำเนินอยู่  นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเรียกร้องให้ EU ส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนต่อการเป็นสมาชิกของยูเครน แต่ฮังการียังคัดค้าน ขณะเดียวกัน EU ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย และแผนยุติการนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้สโลวาเกียและฮังการีแสดงความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

อินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหาของปากีสถานต่อเหตุการณ์โจมตีที่เกิดใน Waziristan

แถลงการณ์ของ กต.อินเดีย เมื่อ 29 มิ.ย.68 ว่า อินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหาของหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน (Inter-Services Public Relations-ISPR) ที่ระบุว่าอินเดียใสนับสนุนต่อกรณีการก่อเหตุระเบิดพลีชีพใน Waziristan จ. Khyber Pakhtunkhwa ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน เมื่อ 28 มิ.ย.68 ที่ผู้ก่อเหตุขับรถยนต์ซึ่งบรรทุกวัตถุระเบิดเข้าพุ่งชนขบวนรถทหารในปากีสถานส่งผลให้ทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 13 นาย และมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 24 คน ขณะที่กลุ่ม Hafiz Gul Bahadur กลุ่มย่อยของกลุ่ม Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลปากีสถานและมีความใกล้ชิดกับกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถานอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีครั้งนี้ แต่ปากีสถานยังคงกล่าวหาว่าอินเดียเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว 

ไต้หวันเรียกร้องให้คู่พิพาทในทะเลจีนใต้ยับยั้งชั่งใจ

สนข.Focus Taiwan รายงานเมื่อ 28 มิ.ย.68 ว่า กต.ไต้หวัน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่อ้างอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้เลี่ยงการกระทำที่จะยกระดับความตึงเครียด ยับยั้งชั่งใจ ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) และมีส่วนร่วมในการเจรจาแก้ไขข้อพิพาทในภูมิภาค  ท่าทีของ กต.ไต้หวัน เกิดขึ้นหลังจากนายเอ็นริเก มานาโล รมว.กต.ฟิลิปปินส์ ประกาศผ่านบัญชี X เมื่อ 27 มิ.ย.68 ว่า ฟิลิปปินส์ลงนามรับรองชื่อมาตรฐานของฟิลิปปินส์สำหรับเกาะ 131 แห่งในหมู่เกาะ Kalayaan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์  

กรณีพบวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว

  ตามที่ในห้วง 24 – 26 มิ.ย. 68 พบวัตถุต้องสงสัยและวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดในพื้นที่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พบเป็นกระแสความสนใจของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ โดยความเห็นส่วนใหญ่กังวลความไม่ปลอดภัย และสันนิษฐานว่าอาจเป็นการก่อเหตุความรุนแรงที่ขยายวงมาจากพื้นที่ จชต. หรืออาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยโดยกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจต้องการบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล หรือเป็นฝีมือของกลุ่มในต่างประเทศ นอกจากนี้ พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อจีนที่มีทั้งสำนักข่าว สื่อออนไลน์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียจีนนำไปรายงานต่อ โดยเน้นเผยแพร่ข่าว ภาพ และคลิปขณะเจ้าหน้าที่กำลังเก็บกู้วัตถุต้องสงสัยที่มีควันและเสียงคล้ายระเบิด จึงปรากฏกระแสความคิดเห็นในลักษณะมองว่าไทยไม่ปลอดภัย เพราะเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแจ้งเตือนกันให้ระมัดระวังในการเดินทางมาไทย

สหรัฐฯ ยกเลิกแผนผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 28 มิ.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อ 27 มิ.ย.68 ประกาศยกเลิกแผนผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และพร้อมโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากอิหร่านยังคงเสริมสร้างสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ เพื่อตอบโต้กรณีอายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ระบุเมื่อ 26 มิ.ย.68 ว่า อิหร่านมีชัยชนะเหนือสหรัฐฯ และอิสราเอล หลังจากประสบความสำเร็จในการโจมตีตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ โดยประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีดังกล่าวของอิหร่าน และยืนยันว่า สหรัฐฯ สามารถทำลายโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้ง 3 แห่ง อีกทั้งยังช่วยคัดค้านแผนของอิสราเอลที่มุ่งสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ จนท.ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ผู้นำสูงสุดอิหร่านประกาศชัยชนะเหนือสหรัฐฯ และอิสราเอล

อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน มีถ้อยแถลงเมื่อ 26 มิ.ย.68 ยินดีกับชาวอิหร่านที่มีชัยชนะเหนืออิสราเอลและสหรัฐฯ จากที่สามารถยิงขีปนาวุธและอาวุธอื่น ๆ ผ่านระบบป้องกันภัยและโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายแห่งของอิสราเอล อีกทั้งโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ พร้อมขู่ว่าการโจมตีฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นได้อีก ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านไม่ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านตามคำกล่าวอ้างของผู้นำสหรัฐฯ และยืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อการข่มขู่หรือการรุกรานใด ๆ นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังยกย่องการสละชีพของผู้บัญชาการทหารระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์อิหร่าน รวมถึงยกย่องความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวอิหร่าน