สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและเทคโนโลยี AI กับพันธมิตร

สหรัฐฯจะจัดประชุม จนท.ระดับสูง กับพันธมิตร 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ใน 12 ธ.ค.68 โดยมุ่งกระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการคมนาคมขนส่งระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน AI และลดการพึ่งพาจีนด้านแร่ธาตุสำคัญ   กรอบข้อริเริ่มดังกล่าวจะแตกต่างจากกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนความมั่นคงด้านทรัพยากรแร่ธาตุ (Minerals Security Partnership-MSP) ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน โดยจะมุ่งเน้นความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่มีศักยภาพในการผลิตเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกมิติเกี่ยวกับ AI และมีมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง อีกทั้งจะมุ่งดำเนินความร่วมมือโดยใช้ยุทธศาสตร์ที่อเมริกาเป็นศูนย์กลาง (America centric) มากกว่าการตั้งรับหรือตอบสนองทางยุทธศาสตร์ต่อจีน

รัสเซียและจีนจะหารือด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์

พล.อ.เซียร์เกย์ ชอยกู ลมช.รัสเซีย จะประชุมหารือด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์กับนายหวัง อี้ รมว.กต.จีนใน 2 ธ.ค.68 ที่กรุงมอสโก ในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนความร่วมมือทางการทหารและเทคโนโลยีทางการทหาร และเสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานด้านกฎหมายร่วมกัน นอกจากนี้ นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย จะพบหารือกับนายหวัง อี้ รมว.กต.จีน ในวันเดียวกัน ก่อนหน้าการประชุมหารือครั้งนี้ พล.อ.ชอยกู ระบุว่า รัสเซียและจีนบรรลุความร่วมมือระหว่างกันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจะเสริมสร้างการเจรจาหารือในช่องทางดังกล่าวต่อไป

แพทย์ชาวสิงคโปร์ช่วยสร้างหน่วยดูแลฉุกเฉินที่ชายแดนไทย-เมียนมา

Asia One ของสิงคโปร์เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยดูแลฉุกเฉิน (ECU) ของแม่ตาวคลินิก อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งมี น.ส.Tiah Ling แพทย์ชาวสิงคโปร์เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างและวางแผนตั้งแต่ปี 2566 ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนอุปกรณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีพื้นที่และทีมเฉพาะทางในการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉินโดยตรง และส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ได้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผู้ป่วยบางรายต้องรอนาน รวมถึงการอบรมบุคลากรในการใช้เครื่องมือที่มีอย่างจำกัด ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยในแม่ตาวคลินิกเพิ่มสูงขึ้น หลังจากการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 โดยปัจจุบันมีผู้ไปรับคำปรึกษาประมาณ 130,000 ครั้งต่อปี

หญิงชาวอินเดียระบุเหตุผลเลือกมาใช้ชีวิตและย้ายไปอยู่ไทย

Hindustan Times และ NDTV รายงานกรณี น.ส.Shreya Mahendru คอนเทนต์ครีเอเตอร์/ที่ปรึกษาด้านอาชีพ เผยแพร่คลิปพร้อมข้อความผ่าน Instagram ระบุถึงเหตุผลที่เดินทางออกจากอินเดียและเลือกที่จะมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า เพราะมีความสงบ อากาศสะอาด ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง  ผู้คนให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัว ระบบขนส่งสาธารณะและหน่วยงานราชการของไทยมีประสิทธิภาพ โพสต์ดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับหลากหลาย ทั้งการสนับสนุนและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากเห็นด้วย และแบ่งปันประสบการณ์ของตนในการย้ายออกจากอินเดียมาอยู่ไทย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

สหรัฐฯ จะยุติการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศโลกที่สาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 28 พ.ย.68 ผ่าน Truth Social และ X ว่าสหรัฐฯ จะยุติการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานจาก “ประเทศโลกที่สาม” อย่างถาวร เพื่อทบทวนและปฏิรูปการบริหารจัดการนโยบายการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานของสหรัฐฯ  พร้อมจะยกเลิกการรับผู้อพยพหลายล้านคนในสมัยประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และเนรเทศผู้อพยพหรือโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ต่อสหรัฐฯ หรือไม่รักความเป็นอเมริกัน กับทั้งจะยกเลิกสวัสดิการและเงินสนับสนุนจากภาครัฐทั้งหมดของผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกัน ยกเลิกการให้สถานะสัญชาติอเมริกันกับผู้ได้รับการแปลงสัญชาติ (denaturalize migrants) และผู้บ่อนทำลายความสงบสุขในบ้านเมือง รวมทั้งจะขับไล่ชาวต่างชาติที่เป็นภาระและสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐบาลก  ผู้ที่เป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ หรือผู้ที่มีค่านิยม “ไม่สอดคล้องกับอารยธรรมโลกตะวันตก

เวเนซุเอลาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของเวเนซุเอลา

กต.เวเนซุเอลา ออกแถลงการณ์เมื่อ 29 พ.ย.68 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า น่านฟ้าเหนือและรอบ เวเนซุเอลาเป็นน่านฟ้าปิด แถลงการณ์มีเนื้อหาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของเวเนซุเอลาซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization -ICAO) และเวเนซุเอลาจะไม่ยอมรับคำสั่ง คำขู่ หรือการแทรกแซงจากต่างประเทศและองค์กรใด ๆ ต่อพื้นที่น่านฟ้าแห่งชาติของประเทศ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ สหประชาชาติ และองค์กรพหุภาคีที่เกี่ยวข้อง อย่านิ่งเฉยต่อการดำเนินกิจกรรมทางทหารของสหรัฐฯ ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในทะเลแคริบเบียนและพื้นที่ตอนเหนือของอเมริกาใต้ ทั้งนี้  เวเนซุเอลายืนยันว่า ท่าอากาศยานนานาชาติ Simón Bolívar ในเมือง Maiquetía  ยังคงให้บริการเที่ยวบินตามปกติ แม้สหรัฐฯ ขู่จะปิดน่านฟ้าเวเนซุเอลา

เหยื่อค้ามนุษย์ชาวฟิลิปปินส์ถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานในไทย

GMA News ของฟิลิปปินส์ รายงานกรณี สตม.ฟิลิปปินส์ (BI) เปิดเผยว่า ชาวฟิลิปปินส์ 7 คน ที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในเมียนมาได้เดินทางจากไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว โดยเหยื่อส่วนหนึ่งเล่าว่า ได้รับการชักชวนผ่านประกาศรับสมัครงานในกลุ่มเฟซบุ๊ก เสนอให้ทำงานในไทย เงินเดือนประมาณ 30,000 บาท โดยติดต่อกับผู้ประสานงานชาวฟิลิปปินส์ผ่านเฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์ และเทเลแกรม จากนั้นถูกสั่งให้เดินทางโดยเรือไปยังมาเลเซีย ถูกพาไป อ.แม่สอด และไปยังเมียนมา โดยถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์ และถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ออกมาและขอความช่วยเหลือ

ตำรวจรัฐปีนังทลายขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่นและจีน

เว็บไซต์ Free Malaysia Today รายงานเมื่อ 28 พ.ย.68 ว่า กรมตำรวจรัฐปีนัง มาเลเซีย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างฐานปฏิบัติการกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ในรัฐปีนัง และจับกุมผู้กระทำผิด 18 ราย เป็นชาวญี่ปุ่น 14 ราย และชาวจีน 4 ราย อายุระหว่าง 25-51 ปี ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำงานให้กับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ได้ 3 เดือน ได้รับค่าจ้าง 5,000-8,000 ริงกิต/เดือน (ประมาณ 39,000-62,000 บาท) จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ขบวนการฯ เลือกชาวญี่ปุ่นที่พำนักในญี่ปุ่นผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยหลอกว่าเป็น จนท.ตำรวจญี่ปุ่น และให้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน Go

สหรัฐฯ ทบทวนสถานะผู้ลี้ภัยจาก 19 ประเทศ

สนข.CNN รายงานเมื่อ 28 พ.ย.68 ว่า สหรัฐฯ เตรียมทบทวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยที่ได้รับวีซ่าผู้พำนักถาวร (green card) ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน จาก 19 ประเทศ ที่น่าห่วงกังวล อาทิ เมียนมา ลาว อัฟกานิสถาน คองโก เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย และเวเนซุเอลา หลังเกิดเหตุกรณีนาย Rahmanullah Lakanwal ชาวอัฟกันที่อพยพมาสหรัฐฯ ผ่านโครงการ Operation Allies Welcome ของประธานาธิบดีไบเดน และเคยทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อเหตุยิงกองกำลังป้องกันชาติสหรัฐฯ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 27 พ.ย.68 ทำให้สหรัฐฯ ประกาศระงับคำขอเข้าเมืองทั้งหมดของชาวอัฟกัน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะดำเนินทุกมาตรการเพื่อกำจัดผู้อพยพที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงออกจากประเทศ

รัสเซียกล่าวหาสหรัฐฯ กรณีหาทหารรับจ้างในฟิลิปปินส์เข้าร่วมกองทัพยูเครน

สนข.Tass รายงานเมื่อ 27 พ.ย.68 อ้างโฆษก กต.รัสเซียว่าบริษัท RMS International ของสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักงานในฟิลิปปินส์ (สำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐฟลอริดา) เริ่มดำเนินการสรรหาพลเมืองชาวฟิลิปปินส์เข้าร่วมกองทัพยูเครนเพื่อสู้รบกับรัสเซีย เฉพาะอย่างยิ่งอดีต จนท.หน่วยงานด้านความมั่นคงและสำนักงานตำรวจของฟิลิปปินส์ โดยจะได้รับวีซ่าเชงเกนที่ออกโดย สอท.เยอรมนี/กรุงมะนิลา สำหรับเดินทางไปเยอรมนี จากนั้นจะถูกส่งต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อาทิ โปแลนด์ และส่งต่อไปยูเครน