ชาวศรีลังกาในสหรัฐฯ ประท้วงหน้าบ้านพักบุตรชายอดีตประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา

เว็บไซต์ Catchnews รายงานเมื่อ 17 ก.ค.65 ว่า ชาวศรีลังกาประมาณ 30 คนที่อาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ  จัดชุมนุมประท้วงหน้าบ้านพักของนาย Manoj Rajapaksa บุตรชายอดีตประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา ซึ่งเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 14 ก.ค.65 หลังจากเดินทางลี้ภัยไปสิงคโปร์ โดยผู้ชุมนุมประท้วงระบุว่า ทรัพย์สินของนาย Manoj น่าจะมาจากเงินทุจริตของอดีตประธานาธิบดี เนื่องจากในช่วงแรกๆ ที่เดินทางไปสหรัฐฯ นาย Manoj ไม่มีทรัพย์สินจำนวนมากเช่นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ชาวศรีลังกาบางส่วนเห็นว่า บุตรชายอดีตประธานาธิบดีโกตาบายา ไม่ใช่นักการเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศของบิดา

สหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงความมั่นคงกับอิสราเอล

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อ 14 ก.ค.65 ว่าประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ของสหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอิสราเอล ร่วมกับผู้นำอิสราเอล โดยเป็นข้อตกลงฉบับใหม่ที่จะขยายความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ในประเด็นความมั่นคงร่วม เช่น ความมั่นคงทางอาหาร การป้องกันโรคระบาด การสนับสนุนยูเครน และประเด็นสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับอิสราเอลด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ตลอดจนย้ำจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์แบบสองรัฐ (two-state solution) และข้อตกลง Abrahan ที่มุ่งส่งเสริมการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับประเทศใน ตะวันออกกลาง รวมทั้งยืนยันว่า ชาวอเมริกันสนับสนุนความมั่นคงของอิสราเอล

อินเดียจะมีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2566

เว็บไซต์ CNBC รายงานเมื่อ 11 ก.ค.65 อ้างการประเมินของสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Department of Economic and Social Affairs-UNDESA) ระบุว่า อินเดียจะมีประชากรมากกว่าจีนในปี 2566 โดยในปัจจุบันทั้งสองประเทศมีประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน สื่อระบุเพิ่มเติมว่าประชากรอินเดียที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้อินเดียใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นในทางเดียวกัน และจะกระทบต่อเป้าหมายลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่รัฐบาลอินเดียให้ไว้ต่อประชาคมโลก

สหรัฐฯ ปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อค้ำประกันเสรีภาพการเดินเรือในทะเลจีนใต้

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อ 13 ก.ค.65 ว่า กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS Benfold ปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อค้ำประกันเสรีภาพในการเดินเรือ (FONOPs) ในน่านน้ำใกล้หมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ โดยสหรัฐฯ ย้ำว่าปฏิบัติการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ สื่อรายงานว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการท้าทายจีน เวียดนาม และไต้หวัน ที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าว และกำหนดให้เรือต่างชาติรายงานความเคลื่อนไหวก่อนเข้าพื้นที่ ทั้งนี้ กองทัพจีนระบุว่าได้ส่งสัญญาณเตือนให้เรือพิฆาตของสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่โดยเร็ว เนื่องจากเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงและอธิปไตยของจีน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศสันติภาพในทะเลจีนใต้

ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการทำงาน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13

เว็บไซต์ สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (Director of National Inteiligence -DNI) รายงานเมื่อ 13 ก.ค.65 ว่า องค์กร Partnership for Public Service   ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรของสหรัฐฯ จัดให้ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ เป็น 1 ใน 17 หน่วยงานที่ดีที่สุดในการทำงาน หรือ “The Best Place to Work” ประจำปี 2564 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดย รองผู้อำนวยการ DNI เข้าร่วมการประกาศและรับรางวัลดังกล่าว ด้าน ผู้อำนวยการ DNI ระบุว่า ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ มีบุคลากรที่พิเศษ และจะสนับสนุนการทำงานของบุคลากรต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการทำงาน พัฒนานวัตกรรม และรักษาสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว ทั้งนี้ ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับการประเมินที่ 73.4 คะแนน มากเป็นอันดับ 4 รองจาก…

สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัสเซียยุติการบังคับชาวยูเครนให้ออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)สหรัฐฯ แถลง เมื่อ 13 ก.ค.65 เรียกร้องให้รัสเซียยุติปฏิบัติการแบ่งแยกชาวยูเครน การบังคับใช้ชาวยูเครนออกจากพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมด้วยปฏิบัติการทางทหาร และการบังคับให้ชาวยูเครนย้ายไปอยู่ในรัสเซีย พร้อมเสนอให้รัสเซียเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ กต.สหรัฐฯ รายงานว่า ปัจจุบันรัสเซียบังคับชาวยูเครนประมาณ 1.6 ล้านคน รวมทั้งเด็กชาวยูเครนประมาณ 260,000 คน ย้ายไปรัสเซีย คล้ายกับปฏิบัติการที่รัสเซียแบ่งแยกเชชเนีย และพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้ ท่าทีของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากรัสเซียประกาศออกหนังสือเดินทางให้ชาวยูเครน และรับเด็กชาวยูเครนเข้าไปอยู่ในรัสเซียมากขึ้น โดยให้แยกจากครอบครัวเดิมที่อยู่ในยูเครน

จีนเตือนประเทศในเอเชียให้ระวังถูกมหาอำนาจใช้ประโยชน์เพื่อนโยบายต่างประเทศ

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 11 ก.ค. 65 ว่า นายหวัง อี้ มุขมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวระหว่างการหารือกับเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ว่า ประเทศในเอเชียควรระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงไม่ให้มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอำนาจในภูมิภาค พร้อมเสนอว่า อนาคตของภูมิภาคควรอยู่ในมือของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ นาย หวัง อี้ยังพูดคุยกับนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า ทั้งสองฝ่ายควรสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน เคารพสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมระหว่างกัน มากกว่าการดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์กัน หรือดำเนินนโยบายปิดล้อมอีกฝ่าย ทั้งนี้ ปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่เผชิญการแข่งขันและความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ เนื่องจากมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ประเทศในภูมิภาคระมัดระวังท่าทีท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เข้มข้นขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นความมั่นคง

สำนักข่าว The Guardian รายงานเมื่อ 12 ก.ค. 65 ว่า นายริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียให้คำมั่นระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ว่า ออสเตรเลียจะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในประเด็นการจัดสรรงบประมาณกลาโหม และดำเนินการตามข้อตกลง AUKUS เพื่อสร้างสมดุลอำนาจทางการทหารในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ตลอดจนแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่สำคัญของออสเตรเลีย ทั้งนี้ การเยือนสหรัฐฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีขึ้นในขณะที่ออสเตรเลียรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับจีนหลังจากระงับการเยือนระหว่างกันเป็นเวลาหลายปี โดยเริ่มการประชุมระดับรัฐมนตรีกับจีนอีกครั้งเมื่อ มิ.ย. 65 ซึ่งนายมาร์เลสพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีนที่สิงคโปร์ และเมื่อ 8 ก.ค. 65 นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียพบกับนายหวัง อี้ มุขมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนที่อินโดนีเซีย

จีนเตือนญี่ปุ่นเกี่ยวกับแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังพรรค LDP ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภา

สำนักข่าว Japan Today รายงานเมื่อ 12 ก.ค.65 ว่า จีนเตือนรัฐบาลญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ เกี่ยวกับแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพของญี่ปุ่น ซึ่งจีนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 9 ว่าด้วยการประกาศละเลิกสงครามในฐานะสิทธิของรัฐอธิปไตย ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นกลับมาเป็นประเทศยุทธาภิวัฒน์อีกครั้ง โดยจีนระบุว่า ญี่ปุ่นควรยึดมั่นกับหลักสันติ และเน้นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงให้ประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ทั้งนี้ ท่าทีของจีนมีขึ้นหลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตย  (Liberal Democratic Party – LDP) ของนายกรัฐมนตรีคิชิดะ ชนะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่น เมื่อ 10 ก.ค.65 โดยได้เสียงข้างมาก จำนวน 2 ใน 3 ของที่นั่งทั้งหมดในวุฒิสภา ทำให้นายกรัฐมนตรีคิชิดะ ยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึง มาตรา 9 ต่อไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก 2 ใน 3 ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในการลงมติ

ไต้หวันระบุจีนส่ง บ.รบรุกล้ำเขต ADIZ บ่อยครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post รายงานอ้างกระทรวงกลาโหมไต้หวันเมื่อ 10 ก.ค.65 ว่า ในห้วงครึ่งแรกของปี 2565 จีนส่งเครื่องบินรุกล้ำเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone- ADIZ)ของไต้หวันถึง 555 ครั้ง  ในจำนวนนี้เป็นปฏิบัติการด้วยเครื่องบินรบ 398 ครั้ง เมื่อเทียบกับ 187 ครั้งในห้วงเดียวกันของปี 2564  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญไต้หวันระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2565 จีนใช้เตรื่องบินรบปฏิบัติการข่มขู่ไต้หวันหนักขึ้น รวมทั้งรุกเข้ามาใกล้ Bashi Channel (เส้นทางเดินเรือระหว่างไต้หวันกับฟิลิปินส์) ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสู่มหาสมุทรแปซิฟิกทางใต้