เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถรับมือได้ทั้งสงครามในอิสราเอลและยูเครน

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สร้างความมั่นใจเมื่อ 16 ต.ค.66 ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถรับมือทั้งสงครามในอิสราเอลและยูเครน เนื่องจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่ตลาดแรงงานอยู่ในระดับดีมาก โดยมีอัตราการว่างงานต่ำ เพียงร้อยละ 3.5 แม้อัตราเงินเฟ้อจะสูง และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนอาจไม่ดีนัก ทั้งนี้ International Monetary Fund (IMF) ประเมินก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวมากกว่าที่คาด ซึ่งอาจจะอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ในปี 2566

ชาวอเมริกันทะยอยเดินทางออกจากอิสราเอลทางทะเล

ในคำประกาศเตือนภัยของกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)สหรัฐฯ เมื่อ 16 ต.ค.66 ระบุว่า กต.สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือชาวอเมริกัน และครอบครัวที่มีเอกสารเดินทางเรียบร้อยแล้วจำนวนหนึ่ง ออกจากเมือง Haifa ไปยังไซปรัส เมื่อช่วงเช้าของ 16 ต.ค.66 ของเวลาท้องถิ่น พร้อมกันนี้ระบุว่า กำลังมีช่องทางอื่น ๆ ช่วยเหลือชาวอเมริกันออกจากอิสราเอล ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุเมื่อ 15 ต.ค.66ว่า กลุ่มฮะมาสต้องถูกกวาดล้าง และยังเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของกองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอล สหรัฐฯ จึงไม่ส่งทหารภาคพื้นดินไปเพิ่ม อนึ่งสหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือไปสนับสนุนอิสราเอลที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ผู้นำคนสำคัญของกลุ่ม BLA ถูกสังหาร พร้อมคนสนิท

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Nation และ นสพ.The Express Tribune ของปากีสถาน รายงานเมื่อ 15 ต.ค.66 ว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงของปากีสถาน สังหารนาย Saddam Hussain หรือที่รู้จักในนาม Gurru and Jabbar ผู้นำคนสำคัญของกลุ่ม Balochistan Liberation Army (BLA) และนาย Maqsood คนสนิท ในระหว่างปฏิบัติการข่าวกรอง พร้อมยึดอาวุธและวัตถุระเบิดได้เป็นจํานวนมาก ทั้งนี้ นาย Saddam เข้าร่วม BLA เมื่อปี 2551 และดํารงตําแหน่งสําคัญในฐานะผู้บัญชาการกองกําลังติดอาวุธ โดยมีส่วนร่วมในการก่อการร้าย 93 ครั้ง การโจมตีด้วยระเบิดมือและการสังหารเป้าหมายในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงการโจมตีสํานักงานใหญ่ของ Frontier Corps Balochistan เมื่อ ก.ย.66 สำหรับการเสียชีวิตของนาย Saddam ถือเป็นความพ่ายแพ้ของกลุ่ม BLA และคาดว่า กิจกรรมการก่อการร้ายในภูมิภาคจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด…

FBI ติดตามความเสี่ยงภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นต่อชาวยิวและมุสลิมในสหรัฐฯ

สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 15 ต.ค.66 ว่า สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation – FBI) ติดตามความเสี่ยงภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นต่อชาวยิวและมุสลิมในสหรัฐฯ หลังปฏิบัติการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮะมาสเมื่อ 7 ต.ค.66 ซึ่งนายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการ FBI ชี้ว่าอาจนำไปสู่ความรุนแรงและอาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิวและมุสลิมในสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่ง การก่อเหตุโดยลำพัง (lone actors) ซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจพบได้ยากและไม่สามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานที่แสดงว่ากลุ่มฮะมาสหรือองค์กรก่อการร้ายต่างชาติอื่น ๆ พยายามแสวงประโยชน์จากความขัดแย้งอิสราเอล-ฮะมาส สั่งให้ผู้สนับสนุนก่อเหตุโจมตีในสหรัฐฯ ซึ่งทาง FBI ยังคงเฝ้าระวังและไม่ตัดความเป็นไปได้ดังกล่าว ทั้งนี้ FBI ยังได้หารือกับกลุ่มผู้นำทางศาสนาในประเด็นภัยคุกคามต่อชุมชนชาวยิวและมุสลิม และการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ทางศาสนา

ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณายกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม

สำนักข่าว Japan News รายงานเมื่อ 16 ต.ค.66 อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณายกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามเป็นระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์ทางการทูตที่สูงที่สุด โดยคาดว่า นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์กับฝ่ายเวียดนามในการพบหารือกับนายหวอ วัน เทือง ประธานาธิบดีเวียดนาม ที่อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีแนวโน้มจะเยือนใน พ.ย.66 นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับเวียดนามภายใต้กรอบความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นทางการ (Official Security Assistance-OSA) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ญี่ปุ่นจะช่วยประเทศที่มีแนวคิดคล้ายกันในการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงผ่านการส่งมอบยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง

เลขาธิการ UN เรียกร้องต่อทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายฮะมาส

เลขาธิการสหประชาชาติ (United Nations – UN) ออกถ้อยแถลงเป็นการเรียกร้องเมื่อ 15 ต.ค.66 ว่า ขอให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันโดยทันที โดยปราศจากเงื่อนไข ส่วนอิสราเอลขอให้ยุติการขัดขวางการให้ความช่วยเหลือด้านมุษยธรรมที่จะเข้าไปยังในเขตฉนวนกาซา (พื้นที่ที่อิสราเอลยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จ) เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ซึ่งต้องไม่ควรมีข้อต่อรองใด ๆ และควรจะเริ่มการดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ UN และ NGOs สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้

ฝ่ายอิสราเอลและปาเลสไตน์เปิดเผยความสูญเสียจากเหตุการณ์โจมตีระหว่างกัน

สื่อต่างประเทศเมื่อ 15 ต.ค.66 รายงานความสูญเสียจากเหตุการณ์โจมตีระหว่างกันตั้งแต่ 7-15 ต.ค.66 โดยอ้างเจ้าหน้าที่ทางการอิสราเอลว่า มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 1,300 ราย บาดเจ็บ 3,227 ราย ส่วนรัฐมนตรีสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในเขตฉนวนกาซาจำนวน 2,229 ราย บาดเจ็บ 9,714 ราย ทั้งนี้ สถานการณ์ความรุนแรงระหว่างสองฝ่าย และความสูญเสีย ยังไม่มีแนวโน้มยุติ จากการที่อิสราเอลประกาศเมื่อ 13 ต.ค.66 จะทำสงครามภาคพื้นดินในเขตฉวนการซา และให้ทุกคนอพยพไปทางใต้

UNRWA เรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนทุกคนในฉนวนกาซา

องค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (The United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) ออกแถลงการณ์ เมื่อ 14 ต.ค.66 เรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนทุกคนที่หลบภัยอยู่ในสถานที่ของ UNRWA ทั่วฉนวนกาซา รวมถึงพลเรือนในฉนวนกาซาตอนเหนือและเมืองกาซา แม้อิสราเอลมีคำสั่งให้อพยพประชาชนจากตอนเหนือของฉนวนกาซาไปยังตอนใต้ แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ และต้องได้รับการปกป้องตลอดเวลาเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ นอกจากนี้ UNRWA ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ ค.ศ. 1946(1946 Convention on the Privileges and Immunities of the United Nations) โดยไม่โจมตีเจ้าหน้าที่ อาคาร และทรัพย์สินของ UN ซึ่งรวมถึง UNRWA ด้วย

อินเดียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2570

เว็บไซต์ CNBC รายงานเมื่อ 11 ต.ค.66 อ้างประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) เมื่อ ต.ค.66 ว่า เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตร้อยละ 6.3 ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่เติบโตร้อยละ 6.1 และจะเติบโตแข็งแกร่งต่อไปในปี 2566 และปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การบริโภคภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศ และประชากรวัยแรงงาน และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางรายได้สูง เป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกที่จะทำให้อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2570 ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจอินเดีย ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอินเดียนำเข้าน้ำมันมากถึงร้อยละ 80

รมว.กต.สหรัฐฯ กับจีนหารือทางโทรศัพท์เกี่ยวกับความขัดแย้งอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส

สำนักข่าว AFP รายงานเมื่อ 14 ต.ค.66 ว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์กับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ และจีนในการแก้ไขปัญหาอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำท่าทีของสหรัฐฯ ที่ประณามการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮะมาส พร้อมทั้งเรียกร้องจีนให้โน้มน้าวและกดดันอิหร่านไม่ให้สนับสนุนกลุ่มฮะมาสและกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ เพื่อป้องกันความขัดแย้งขยายตัวลุกลาม ขณะที่จีนย้ำการต่อต้านความรุนแรงต่อพลเรือน ประณามการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องสหรัฐฯ ให้ดำเนินบทบาทที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบตามแนวทางแก้ปัญหาสองรัฐ (two-state solution) เพื่อยุติความขัดแย้งโดยเร็ว