ไต้หวันตั้งเป้าหมายผลิตโดรนเดือนละ 100,000 เครื่อง ภายในปี 2573

สนข.Taipei Times  รายงานเมื่อ 22 พ.ค.69 อ้างกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน ว่า อุตสาหกรรมโดรนของไต้หวันมีอัตราการขยายตัวรวดเร็ว จากความต้องการภายในและต่างประเทศ ทำให้ไต้หวันตั้งเป้าหมายผลิตโดรนอย่างน้อยเดือนละ 100,000 เครื่อง ภายในปี 2579 โดยครึ่งหนึ่งจะส่งออกไปต่างประเทศ  ปัจจุบันไต้หวันผลิตโดรนประมาณเดือนละ 15,000 เครื่อง (เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า เมื่อเทียบปี 2568) มูลค่าการค้าประมาณ 408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อ ต.ค.68 ไต้หวันอนุมัติแผนลงทุนระยะ 6 ปี มูลค่า 1,394 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการผลิตโดรนภายในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ได้รับผลตอบแทนคืนทุนภายในปี 2573 และผลักดันให้ไต้หวันเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโดรนของทวีปเอเชียเฉพาะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

อิหร่านฟื้นฟูขีดความสามารถทางทหารได้เร็วกว่าที่สหรัฐฯ คาดไว้

สนข. CNN รายงานเมื่อ 21 พ.ค.69 โดยอ้างแหล่งข่าวและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ว่า อิหร่านสามารถฟื้นฟูขีดความสามารถทางทหารได้รวดเร็วกว่าที่สหรัฐฯ คาดไว้ เนื่องจากอิหร่านเริ่มกลับมาผลิตอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บางส่วนอีกครั้งในช่วงหยุดยิงตั้งแต่ต้น เม.ย.69 รวมถึงฟื้นฟูฐานยิงขีปนาวุธและกำลังการผลิตอาวุธบางส่วน โดยคาดว่าอิหร่านอาจฟื้นฟูศักยภาพด้านการโจมตีด้วยโดรนอย่างเต็มรูปแบบในเวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนปัจจัยที่ทำให้อิหร่านฟิ้นฟูขีดความสามารถทางทหารได้อย่างรวดเร็ว คือ การได้รับการสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะการสนับสนุนจากจีนในด้านชิ้นส่วนที่ใช้ผลิตอาวุธ

มาเลเซียเตรียมปรับเปลี่ยนท่าทีทางการทูตกับเมียนมา

กต.มาเลเซีย อยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับท่าทีทางการทูตที่มีต่อเมียนมา หลังจากกลุ่มอาเซียนดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวทางการเมืองกับเมียนมาจากกรณีการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ดาตุ๊ก ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย เยือนกรุงเนปยีดอ เพื่อพบหารือกับ นายตินหม่องซเว รมว.กต.เมียนมา เมื่อ 19 พ.ค.69 ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียกับเมียนมา แนวทางการกระชับความร่วมมือภายในกรอบอาเซียน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือ  นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาขยายระยะเวลาการหยุดยิงภายในประเทศออกไปอีก 6 เดือน จากจะสิ้นสุดใน 30 ก.ค.69 เป็นห้วง ม.ค.70

ประธานาธิบดีจีนอาจเยือนเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน อาจเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในห้วงปลาย พ.ค. หรือ ต้น มิ.ย.69 และอาจเสนอเป็นคนกลางประสานงานให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้พบกับนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ คาดว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อเตรียมการเยือนดังกล่าวตั้งแต่ เม.ย.69 ซึ่งตรงกับห้วงที่นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน เยือนเกาหลีเหนือ โดยได้มีการหารือแนวทางขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันไปสู่การปฏิบัติจริงมากขึ้น นอกจากนี้ การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีจีนครั้งนี้ยังตรงกับโอกาสครบรอบ 65 ปีความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือด้วย

จีน-รัสเซียเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อ 20 พ.ค.69 ที่กรุงปักกิ่ง โดยผู้นำจีนย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน อีกทั้งเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเสริมสร้างความร่วมมือ มิตรภาพ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ตลอดจนความร่วมมือใหม่ ๆ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และปกป้องผลประโยชน์ของชาติร่วมกัน พร้อมเน้นย้ำว่าจีนและรัสเซียควรร่วมกันขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ อาทิ สหประชาชาติ  องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้   กลุ่ม BRICS และเอเปค รวมถึงส่งเสริมความเป็นเอกภาพของกลุ่มประเทศโลกใต้  ขณะที่ประธานาธิบดีปูติน แสดงความพร้อมร่วมมือกับจีน  เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัน และขับเคลื่อนระเบียบโลก ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ใน ตอ.กลาง   ออกแถลงการณ์ร่วม และลงนามในเอกสารความร่วมมือ 20 ฉบับ

ญี่ปุ่นตอบโต้จีนและรัสเซีย

นายมาซานาโอะ โอซากิ   รองเลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อ 21 พ.ค.69 ระบุว่า คำวิจารณ์ของจีนและรัสเซียกรณีญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูอำนาจทางทหารนั้น ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง โดยเป็นการตอบโต้ภายหลังการประชุมของผู้นำจีนและรัสเซีย ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 20 พ.ค.69  ญี่ปุ่นต้องการให้จีนเปลี่ยนพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางทหารที่ก่อให้เกิดความกังวลต่อประชาคมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัสเซียยุติการรุกรานยูเครน นอกจากนี้ ยังระบุว่าญี่ปุ่นยึดมั่นในคุณค่าของเสรีภาพ ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมมาโดยตลอดนับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์

East Asia Forum ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของไทยกำลังส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจำนวนผู้ซื้อลดลง ทำให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะยาวลดลง ขณะเดียวกันยังมีปัญหาการเติบโตของรายได้ประชากร ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเช่าในระยะยาวในพื้นที่รองเพื่อเป็นทางเลือกแทนการซื้อสำหรับครัวเรือนที่มีความเปราะบาง และเปิดให้ต่างชาติดูดซับอุปทานในเมืองโดยมีการควบคุมอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาด

WHO กังวลต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเมื่อ 19 พ.ค.69 ว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และยูกันดา น่ากังวลอย่างยิ่ง  มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 คน และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 500 คน ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าการระบาดครั้งนี้มีโอกาสที่จะลุกลามต่อไปและทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1) การพบผู้ติดเชื้อในเขตเมืองขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น กรุงกัมปาลา   เมืองโกมา และเมืองบูเนีย  2) พบสัญญาณของการแพร่เชื้อภายในสถานพยาบาลหลังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ 3) สถานการณ์ความไม่มั่นคงจากความขัดแย้งในจังหวัดอิตูรี  ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลและเป็นจุดที่ตรวจพบเชื้อไวรัสครั้งแรกเมื่อต้น พ.ค.69 และทวีความรุนแรงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน และ 4) เชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาเฉพาะ

กองทัพไต้หวันเตรียมจัดตั้งหน่วยควบคุมโดรนใหม่ 2 แห่ง

สนข. Taiwan News รายงานเมื่อ 19 พ.ค.69 ว่า กองบัญชาการยุทธบริเวณที่ 2  ของไต้หวัน เตรียมจัดตั้งหน่วยควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 2 แห่ง ที่เมืองไถตง และเมืองฮัวเหลียน ทางทิศตะวันออกของไต้หวัน เพื่อรับมือกับรูปแบบการทำสงครามที่เปลี่ยนแปลงไป เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจีนดัดแปลงเครื่องบินขับไล่รุ่น J-6 ที่ปลดประจำการแล้วกว่า 500 ลำ เป็นโดรนโจมตีรุ่น J-6W และนำเข้าประจำการในฐานทัพอากาศ 6 แห่งใกล้ช่องแคบไต้หวัน โดยกองบัญชาการพื้นที่ไถตง (Taitung Area Command) จะยุบและปรับโครงสร้างกองร้อยทหารม้ายานเกราะ เพื่อจัดตั้งเป็นหน่วยควบคุมโดรน ส่วนกองบัญชาการป้องกันพื้นที่ฮัวเหลียนจะจัดตั้งหน่วยควบคุมโดรนเช่นกัน

อิหร่านขู่ควบคุมและเก็บค่าธรรมเนียมสายเคเบิลทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สนข. Xinhua รายงานเมื่อ 19 พ.ค.69 อ้าง สนข. Sepah News ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ว่า อิหร่านอาจประกาศให้สายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic cables) ทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การอนุญาต การกำกับดูแล และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านเข้ามาใช้อำนาจในการบริหารจัดการการสัญจรทางทะเลในน่านน้ำดังกล่าว