สหรัฐฯเตรียมปิดล้อมท่าเรืออิหร่านระยะยาว

สนข.วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 28 เม.ย.69 ว่า  สหรัฐฯ เตรียมปิดล้อมท่าเรืออิหร่านระยะยาวเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งการให้กองทัพเรือเตรียมความพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในระยะยาว เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ด้วยการสกัดกั้นเรือทุกลำที่เข้า-ออกท่าเรืออิหร่าน เนื่องจากแนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงน้อยกว่าการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านหรือสหรัฐฯ ถอนตัวจากการเจรจา

ผู้นำรัฐรอบอ่าวพบหารือเป็นครั้งแรกนับแต่การสู้รบในอิหร่าน

การประชุมสุดยอดคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 19 gมื่อ 28 เม.ย.69  ที่เมืองเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย  เป็นการพบหารือระดับผู้นำโดยตรงครั้งแรกของสมาชิก GCC นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.69 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงคราม และกำหนดแนวทางการแก้ไขวิกฤตให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของ GCC   ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค  นายญาซิม มุฮัมมัด อัลบุดัยวี เลขาธิการ GCC แถลงระหว่างการประชุมดังกล่าวว่า สมาชิก GCC ปฏิเสธมาตรการของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ผู้นำ GCC ยังมอบหมายให้สำนักเลขาธิการฯ เร่งรัดโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ และเร่งดำเนินโครงการเส้นทางรถไฟ GCC ตลอดจนพิจารณาโครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และโครงการเชื่อมโยงระบบน้ำระหว่างประเทศสมาชิก รวมทั้งศึกษาการจัดตั้งพื้นที่สำรองเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะถอนตัวออกจาก OPEC

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC และ OPEC+ โดยมีผลตั้งแต่ 1 พ.ค.69 โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าการถอนตัวออกจาก OPEC และ OPEC+ จะช่วยให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถปรับเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบเป็น 4 – 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยไม่ถูกจำกัดตามโควตาที่ OPEC กำหนดไว้ที่ประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสมาชิก OPEC ตั้งแต่ปี  2510 แต่มีปัญหาขัดแย้งกับซาอุดีอาระเบียเป็นระยะในประเด็นโควตาการผลิตน้ำมันดิบ ก่อนหน้านี้ ระหว่างปี 2559 – 2566 มีประเทศสมาชิกที่ถอนตัวจาก OPEC ได้แก่ กาตาร์ เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย และแองโกลา

สิงคโปร์-ไทย ยกระดับความร่วมมือทวิภาคีรอบด้าน

นายชาน ชุน ซิง รมว.กห.สิงคโปร์ เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. โดยตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือในหลายมิติ ตั้งแต่ด้านความมั่นคงที่มุ่งเน้นการสานต่อการฝึกทางทหารร่วมกันและการสนับสนุนพื้นที่ฝึกในไทย ด้านพลังงานผ่านการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค รวมทั้งขยายความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และยุทโธปกรณ์ระดับภูมิภาค โดยดึงจุดแข็งของสิงคโปร์ด้านเทคโนโลยีและมาตรฐาน มาผสมผสานกับจุดแข็งของไทยด้านทำเลที่ตั้งและกำลังคน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตสำคัญ สิงคโปร์ยังสนใจโครงการแลนด์บริดจ์  โดยมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ลดความเสี่ยงทางการค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซผลักดันให้ไทยรื้อฟื้นโครงการแลนด์บริดจ์

The Independent ของสหราชอาณาจักร รายงานว่า ไทยกำลังเดินหน้าผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาทเพื่อเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลเตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาใน มิ.ย. – ก.ค. 69 และพยายามดึงดูดสิงคโปร์ให้เข้ามาลงทุน ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ได้รับการผลักดันโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่หยุดชะงักลงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อีกทั้งยังเผชิญแรงต้านจากประชาชนในพื้นที่

ผู้นำเมียนมาหารือกับ รมว.กต.จีน ระหว่างเยือนกรุงเนปยีดอ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ให้การต้อนรับ นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน และคณะ เมื่อ 25 เม.ย.69 โดยเมียนมาชื่นชมประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่ส่งสารแสดงความยินดีอย่างรวดเร็วภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนมีต่อเมียนมา ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันการสนับสนุนเมียนมาในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพและการพัฒนาในระยะยาวภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น ได้แก่ การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน การกระชับความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน เหมืองแร่ เกษตรกรรม และเทคโนโลยี รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพภายในประเทศ

ผู้นำกลุ่มฮิซบุลลอฮ์คัดค้านการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลเลบานอนกับอิสราเอล

นายนะอีม กอซิม ผู้นำกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน คัดค้านการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลเลบานอนกับอิสราเอล เพราะจะบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ  การเจรจาระหว่างรัฐบาลสองประเทศไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และยืนยันว่าจะดำเนินการต่อต้านอิสราเอลเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนโดยไม่ยอมจำนนต่อศัตรูต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน แถลงต่อมาว่า การเจรจากับอิสราเอลไม่ใช่การทรยศต่อชาติ แต่มีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งในเลบานอน  ด้านนาย Israel Katz รมว.กห.อิสราเอล แถลงตอบโต้ว่า ผู้นำกลุ่มฮิซบุลลอฮ์กำลังเล่นกับไฟ พร้อมกับย้ำว่า อิสราเอลจะไม่ยุติปฏิบัติการทางทหาร หากยังคงมีการโจมตีชุมชนทางเหนือของอิสราเอลและ กกล.อิสราเอลในภาคใต้ของเลบานอน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หารือกับคณะทำงานความมั่นคงเกี่ยวกับข้อเสนอของอิหร่าน

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 27 เม.ย.69 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังหารือกับคณะทำงานด้านความมั่นคงเกี่ยวกับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่าน ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมอิหร่านและยุติสงคราม กับทั้งเลื่อนการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านออกไป  ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงยืนยันเป้าหมายสำคัญที่จะขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ ระบุในวันเดียวกันว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศและอิหร่านไม่ควรเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมการเดินเรือและเรียกรับค่าธรรมเนียมในการผ่านทาง ซึ่งสหรัฐฯ ไม่สามารถยอมรับได้

ชาวนาไทยและเวียดนามอาจหยุดปลูกข้าว

The Straits Times ของสิงคโปร์ เผยแพร่บทความระบุว่า ชาวนาในไทยและเวียดนามกำลังเผชิญผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง ในขณะที่ราคาขายไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรหยุดการเพาะปลูกข้าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวในระยะข้างหน้า

เครือข่ายค้ามนุษย์ชาวอินโดนีเซียใช้ไทยและสิงคโปร์เป็นทางผ่านลักลอบเข้ามาเลเซีย

นสพ.New Straits Times รายงานเมื่อ 26 เม.ย.69 อ้างแถลงการณ์ของ สตม.มาเลเซีย ยืนยันการปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์แรงงานชาวอินโดนีเซียที่ใช้ไทยและสิงคโปร์เป็นทางผ่านเพื่อลักลอบเข้ามาเลเซีย จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เครือข่ายดังกล่าวปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากเดิมที่เดินทางทางทะเล เป็นวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นผ่านเส้นทางทางอากาศและทางบก หลีกเลี่ยงการบินตรงมายังมาเลเซีย โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) เส้นทางอินโดนีเซีย-สิงคโปร์ แล้วลักลอบเข้ามาเลเซียที่รัฐยะโฮร์ และ 2) เส้นทางอินโดนีเซีย-ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา แล้วพักคอยในฝั่งไทย ก่อนลักลอบเข้ามาเลเซียที่รัฐกลันตันบริเวณหมู่บ้านบูกิต บังกา อ.ตาเนาะห์แมเราะห์ ตรงข้าม อ.แว้ง จ.นราธิวาส จากนั้นเดินทางด้วยรถโดยสารด่วนข้ามคืนเข้ากรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยเรียกเงินค่านายหน้าจากแรงงานข้ามชาติ 3,500-4,000 ริงกิต/คน (ประมาณ 28,600-32,700 บาท)